link thai politics
วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
พรบ คุ้มครอง ผู้ป่วย จากการรักษา
การออกกฎหมาย จำต้อง เรียก ฝ่ายที่ได้ประโยชน์ และ เสียประโยชน์ มาเพื่อ ปรับ แต่งให้สมดุลที่สุด
อาจไม่ เท่ากัน แต่ ยุติธรรม แ่ก่ทั้งสองฝ่าย จะเปนการดี
ว่ากันว่า แพทย์ไม่ได้มีส่วน ร่วมกับพรบ ฉบับนี้ สักเท่าไร เลย หนำ้ซ้ำ งานที่ทำอยู่ก็มากโขอยู่ แล้ว คือ เกิน มาตรฐาน งานของแพทย์ที่ควร เป็น
วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
คนเหนือใจง่าย คนใต้ใจดำ คนอีสานโง่ คนไทยขี้เกียจ
(1/13) > >>
ป๋าเจ้าเก่า:
1.มายาคติเรื่อง “คนเหนือใจง่าย คนใต้ใจดำ คนอีสานโง่ คนไทยขี้เกียจ*
น่า ประหลาดใจที่ว่า ภายหลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมทื่ผ่านมานั้น เหตุและผลของมันได้กลายเป็นรอยร้าวลึกๆ ในหมู่ประชาชนคนไทย ดังที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง
เสียงวิจารณ์หนักหนาสาหัสนั้นเริ่มจากมายาคติเดิมๆ ที่ครอบงำสังคมมาด้วยวลีหยาบๆ ว่า “คนเหนือใจง่าย คนใต้ใจดำ คนอีสานโง่ คนกรุงเห็นแก่ตัว และคนไทยขี้เกียจ”
ดูเหมือนว่าเสียงสะท้อนของการวิจารณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้เราหลุดพ้นจากหล่มปลักแห่งมายาคตินี้เลย อาทิ
-คนเหนือทำไมใจง่ายนัก แม้จะลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทั้งภาค แต่คะแนนรับร่างก็เกือบสูสีกัน ลืมคุณงามความดีของอดีตนายกฯทักษิณได้ง่ายดายอะไรขนาดนี้
-คนอีสานก็โง่อย่างนี้แหละ เห็นแก่เงินไม่กี่บาทแล้วก็ลงมติไม่รับร่างฯ กันทั้งภาค แบบนี้ก็ถือว่าเป็นภาคที่ด้อยพัฒนา อย่างนี้ก็ไม่มีวันเจริญเสียที ถือเป็นอุปสรรคการพัฒนาประเทศชาติ
-คนใต้ทำไมใจจืดใจดำกับคุณทักษิณนัก ทั้งที่คุณทักษิณเคยช่วยให้ราคายางดีขึ้นขนาดนั้น แล้วเป็นไงตอนนี้ลองกองก็ราคาตก มังคุดเอย เงาะเอยแย่ไปหมด แล้วยังไปรับร่างของพวกเผด็จการอีก ไม่ได้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยเลย
-คนกรุงเทพฯก็งี้แหละเห็นแก่ตัว ที่ไปรับร่างรัฐธรรมนูญซะเยอะก็เพราะไม่อยากให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการ ทำมาหากิน ช่างเห็นแก่ได้เฉพาะหน้าจริงๆ
-คนไทยนี่ขี้เกียจชะมัด แทนที่จะอ่านหนังสือร่างรัฐธรรมนูญให้เข้าใจซะหน่อย เขาอุตส่าห์ส่งไปให้ถึงบ้านก็ไม่ยอมอ่าน ไปบ้าเห่อรับ-ไม่รับตามกระแส แล้วบ้านเมืองมันจะพัฒนาไปได้ไง
2.ความแตกต่างในเชิงสร้างสรรค์:ลึกๆ แล้วทำไมคนอีสานไม่รับร่างฯ
แต่หากทะลุด่านม่านมายาคติไปแล้ว เราอาจพบเหตุผลที่แท้จริงของการรับร่างหรือไม่รับร่างตามเนื้อผ้าดังนี้ครับ
*คนเหนือนั้นก็ไม่ได้ใจง่าย ผลรวมที่คนภาคเหนือลงประชามติไม่รับร่างชนะฝ่ายรับร่างไปเล็กน้อยทั้ง ภูมิภาคนั้นก็สะท้อนอยู่แล้วว่า คนเหนือมีเหตุมีผลตามสมควรแก่กรณี ผลถึงออกมาก้ำกึ่งอย่างนั้น
*คนใต้ก็ไม่ได้ใจดำ-อาจมีเหตุผลลึกๆ เช่นคนใต้มีอุดมการณ์ไม่ให้เงินทองอามิสสินจ้างมีผลต่อการลงประชามติของตน หรือคนใต้นั้นนิยมชมชอบพรรคประชาธิปัตย์เป็นส่วนมาก เมื่อพรรคประชาธิปัตย์มีธงชัดเจนว่าจะรับร่าง คนใต้ก็ย่อมรับร่างตามไปด้วย ไม่ได้เกี่ยวว่าคนใต้รับร่างเพราะนิยมชมชอบการทำรัฐประหาร หรือไม่เกี่ยวกับว่าไปใจจืดใจดำกับคุณทักษิณแต่ประการใด
*คนกรุงก็ไม่ได้เห็นแก่ตัว คนกรุงอาจเห็นแก่ประเทศชาติส่วนรวม ไม่อยากให้บ้านเมืองต้องเผชิญหน้ากัน และนำไปสู่ความสับสนวุ่นวายไม่จบหากผลออกมาว่าไม่รับร่าง จะได้เลือกตั้งไวๆ กระทั่งอยากให้ คมช.ออกไปให้พ้นไวๆ เมื่อเลือกตั้งได้ไวๆ ไม่เกี่ยวกับว่าคนกรุงเห็นแก่ตัวเห็นแก่ปากท้องซะหน่อย
*คนไทยก็ย่อมไม่ขี้เกียจเช่นกัน เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเทคนิคเอามากๆ ภาษาต่างๆ ก็เป็นเรื่องกฎบัตรกฎหมาย ประชาชนชาวบ้านก็ย่อมต้องเปิดกว้างรับฟังจากผู้เชี่ยวชาญ แล้วตัดสินใจ ไม่ใช่ว่าขี้เกียจอ่าน ทั้งที่เขาส่งหนังสือร่างฯ เล่มสีเหลืองมาให้อ่านแล้ว
*คนอีสานก็ไม่ได้โง่หรือรับเงินแล้วไม่รับร่าง ซึ่งในฐานะอุปนายกสมาคมชาวอีสาน (สมาคมนี้ก่อตั้งโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกสมาคมคนแรก,นายกสมาคมคนปัจจุบันคือพลเอกพินิจ โจมพรม มีพลเอกรณชัย ศรีสุวรนันท์ เป็นประธานที่ปรึกษาสมาคมชุดปัจจุบัน) ผมคงจะอธิบายได้ดังนี้
1.การประกาศตัวของชาวอีสานว่าพวกเราคือคน และไม่ใช่พลเมืองชั้นสองของประเทศนี้-โดยมายาคติที่สร้างกันมานั้น คนอีสานคือคนเชื้อชาติลาว เป็นบักเสี่ยว (เราไม่ปฏิเสธฐานะทางประวัติศาสตร์ของเรา เราภาคภูมิใจเสมอในสิ่งที่บรรพบุรุษสานสร้างและสืบสาน) แต่ในเมื่อคนอีสานได้ละทิ้งการต่อต้านอำนาจรัฐจากส่วนกลางมานานพอสมควร (ดังกรณีกบฎผู้มีบุญนับ 18 ครั้งตลอดประวัติศาสตร์ปลายกรุงศรีอยุธยามาจนถึงปีพ.ศ.2502) เป็นที่มาของสำนวน “ลืมชาติ” ก็เพื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งอันเดียวอย่างกลมเกลียวกับประชาชาติไทยทั้งมวล ในบัตรประชาชนทุกคนนั้นต่างมีทั้งสัญชาติและ “เชื้อชาติ” ไทย ดังนั้นเราก็สมควรได้รับการพิจารณาฐานะเป็นไทยอย่างภาคภูมิด้วย
ทว่าพี่น้องร่วมชาติของเราจำนวนไม่น้อยก็ยังเห็นคนอีสานเป็นพลเมืองชั้นสอง ของประเทศนี้ สิ่งที่คนอีสานคิด ทำ ตัดสินใจหากไม่น่าขบขันชวนตลก ก็ดูโง่ ไร้คุณภาพไปเสียทั้งนั้น
เมื่อคนภูมิภาคนี้เลือกพรรคการเมืองหนึ่งเข้าไปบริหารประเทศ พี่น้องร่วมชาติร่วมแผ่นดินของเราส่วนหนึ่งก็ตราหน้าว่ามาจากคนอีสานเลือก เลยไม่มีคุณภาพมาจากการซื้อเสียง และเมื่อจัดการเลือกตั้งอีกครั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 คนอีสานเลือกพรรคนั้นเข้าไปอีกครั้งก็ถูกตราหน้าเช่นเดิม และไม่เคารพต่อการตัดสินใจของคนอีสาน ตัดสินให้การเลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะ และซ้ำร้ายทำการรัฐประหาร 19 กันยาฯ ดังว่าเสียงของคนภูมิภาคนี้ไร้ความหมายใดๆ และจะทำอะไรก็ได้
ปรากฎการณ์ทำนองนี้คนอีสานเขาเรียกว่า “ตีนช้างเหยียบปากนก” และเมื่อช้างง้างตีนขึ้นไป เปิดโอกาสให้นกได้ส่งเสียงซะบ้างในการลงประชามติ 19 สิงหาฯ มติอันท่วมท้นของคนอีสานด้วยการ “ไม่รับ”นั่นก็เป็นช่องทางเดียวที่นกจะร้องออกมาได้
เหตุใดเมื่อนกร้องออกมาด้วยเสียงอันแหบพร่าทว่าทรงพลัง ช้างจะหวนมาเหยียบปากนกอีกครั้งอย่างนั้นหรือ?
2.ความสืบเนื่องอันมาแต่เศรษฐกิจและวิถีชีวิตของพลเมืองอีสาน-อีสานปรับตัว ครั้งใหญ่หลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ เมื่อปีพ.ศ.2504 คนอีสานจากเดิมผลิตแบบยังชีพพออยู่พอกินพอเพียง มาเป็นการผลิตพืชผลการเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อส่งขายโรงมันฯ โรงปอ โรงอ้อยแล้วส่งออกไปยังสหภาพยุโรป แต่โครงสร้างพื้นฐานนั้นกลับไม่เอื้อ ต้องขนข้าว ขนปอใส่เกวียนมาขายในเมือง
ดังนั้นเมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แห่งพรรคกิจสังคม มีนโยบาย “เงินผัน ประกันราคาพืชผล”สร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนนคึกฤทธิ์ บ่อน้ำคึกฤทธิ์ อะไรๆ ก็คึกฤทธิ์ ก็เป็นธรรมดาว่าต้องเป็นพรรคขวัญใจคนอีสานในพ.ศ.นั้น เพราะทำให้เรามีถนนหนทางขนพืชผลการเกษตรออกไปขายสะดวก อ้อยจะได้ไม่แห้งกรอบจนน้ำหนักฮวบฮาบขายไม่ได้ราคา ปอจะได้ไม่แห้งจนน้ำหนักหายไปครึ่งต่อครึ่งเมื่อถึงโรงงานรับซื้อพืชผล ฯลฯ
ก็ดังนั้นเมื่อพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จัดตั้งพรรคความหวังใหม่บอกว่าจะทำให้อีสานเขียว นายประจวบ ไชยสาส์น บอกว่าจะผันน้ำโขงมาลงโขง-ชี-มูล พวกเราจึงเทเสียงให้ เพราะน้ำใช้ในการเกษตรของเราจำเป็นต่อพืชผลการเกษตรที่ต้องส่งไปขาย (ขายเพื่อมีเงินมากินมาใช้ มาส่งลูกไปเรียนหนังสือในเมือง จะได้ไม่โง่ ไม่จน ไม่เจ็บ ไม่ถูกดูหมิ่นถิ่นแคลน) คนอีสานก็ต้องเลือกพรรคการเมืองเหล่านี้
คนอีสานเป็นภูมิภาคที่ยากจน (พรรคไทยรักไทยของอดีตนายกฯ ทักษิณก็บอกว่าถ้าเช่นนั้นจะตั้งกองทุนให้หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท), เจ็บ (พรรคไทยรักไทยออกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค),โง่ (พรรคไทยรักไทยมีนโยบาย 1 โรงเรียน 1 อำเภอ และให้ทุนหวยใต้ดินไปเรียนเมืองนอก) สิ่งเหล่านี้ไม่เฉพาะพรรคไทยรักไทย หรือทักษิณ ขอให้เป็นพรรคไหนก็ได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังได้ หรือพรรครักชาติก็ไม่ว่า หากตอบสนองความต้องการที่แท้จริง คนอีสานก็พร้อมเทคะแนนเสียงให้
มันไม่ใช่เรื่องเงิน 50 บาท 200 บาทฟาดหัวกัน แล้วคนอีสานที่ “โง่-จน-เจ็บ”ก็ไปเลือก หย่อนบัตรไป 4 วินาทีไว้เจอกันใหม่อีก 4 ปีข้างหน้า
ก็ดังนั้นเองคือการตัดสินใจเลือกของคนอีสานล้วนผูกพันกับวิถีการผลิต วิถิเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตภายใต้ระบบเศรษฐกิจการตลาดสมัยใหม่
ทำไมพี่น้องร่วมชาติของเราจึงละเลยผ่านข้ามความจริงข้อใหญ่เช่นนี้ และดูหมิ่นถิ่นแคลนว่าคนอีสานเป็นทาสน้ำเงินไม่กี่บาท...น่าอนาถใจแท้ๆ
3.ผู้แทนคนจน ผู้แทนในอุดมคติของชนชาวอีสานหน้าตาเป็นเช่นใด
ด้วยมายาคติที่ดูหมิ่นถิ่นแคลนทำให้จินตนาการนั้นผิดพลาดบกพร่องมองเห็นแต่ “โรคร้อยเอ็ด”ภาพของคนอีสานพากันขายเสียง 200 ซื้อเหล้าขาวได้ไม่กี่ขวด ซื้อยาทัมใจไม่กี่ซอง...
คนอีสานนั้นเลือกผู้แทนของเราแบบที่เป็นขวัญใจของเราในฐานะผู้แทนในอุดมคตินั้นมากต่อมาก
-สมัยเมื่อแรกประชาธิปไตยไม่นาน คนอีสานเลือกผู้แทนของตนล้วนจัดว่าเป็นคุณภาพทั้งสิ้น คนอย่างนายเตียง ศิริขันธ์ ผู้ได้ชื่อเป็นขุนพลภูพานในการสร้างขบวนการเสรีไทยสายอีสานต่อต้านญี่ปุ่น ผู้รุกราน, นายจำลอง ดาวเรือง , นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ,นายถวิล อุดล หรือนายครอง จันดาวงศ์ คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้รักชาติรักประชาชน และถูกสังหารโหดในยุคมืดเผด็จการครองเมือง
-คนที่เป็นนักอุดมคติอย่างนายแคล้ว นรปติ นายทองปักษ์ เพียงเกษ นายทองใบ ทองเปาว์ พันเอกสมคิด ศรีสังคม เหล่านี้ย่อมไม่ใช่นักอุดมคติที่รักชาติรักประชาธิปไตย ผ่านคุกตะรางเผด็จการมาดอกหรือ คนอีสานเลือกบางท่านตั้งแต่หนุ่มยันชรา บางท่านทำหน้าที่ถึงวันสุดท้ายของชีวิต คนเหล่านี้เคยซื้อเสียงดอกหรือ แค่คนอีสานรู้ว่าลงเลือกตั้ง นอกจากจะเทเสียงให้ท่วมท้นแล้วยังช่วยเป็นหัวคะแนนอาสาสมัครให้อีกด้วย ก็ย่อมไม่ต่างจากคนใต้ชื่นชมในอุดมการณ์ของชวน หลีกภัยแม้แต่กระผีก....เงิน100-200 เท่านั้นเองหรือที่เป็นเหตุผลให้คนอีสานโหวตเลือกใคร??!
-แม้กระทั่งปัจจุบัน คนที่ไม่ได้มีเงินมีทองอะไรเลยก็เป็นผู้แทนของคนอีสานตั้งมากตั้งมาย และผู้แทนหมาหลงแบบสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ หรือพงส์ สารสินก็เคยไปแพ้ยับเยินในสนามเลือกตั้งอีสานมาแล้ว
4.คนอีสานในฐานะส่วนหนึ่งของประชาชาติไทย และในฐานะพลเมืองที่มีศักดิ์ศรี-ผมไม่ได้คิดไปอย่างอื่นกว่านี้เลย ก็ในเมื่อคนอีสานทั้งภูมิภาค ไม่มีใครแล้วที่คิดว่าตนเป็นเชื้อชาติอื่น หรือไม่เคยทวงถามด้วยซ้ำไปว่าจากกรุงสุโขทัย สู่อยุธยา มารัตนโกสินทร์นั้น ประวัติศาสตร์ของพวกเรา “หายไปไหน?” ทำไมจู่ๆ มาโผล่ขึ้นแบบลอยๆ ราวกับว่าบ้านเชียงอันยืนยาวราว 5,000 ปีนั้น ไร้พัฒนาการที่สืบเนื่อง...
ชาวอีสานประกาศตนอย่างเต็มภาคภูมิว่าเราคือไทย และสามัคคีกลมเกลียวอย่างเหนียวแน่นกับความเป็นไทย ไม่คิดจะแยกชาติแยกแผ่นดิน แต่พี่น้องร่วมชาติที่รักพร้อมจะยอมรับหรือยังในสิ่งที่เราเป็นอยู่ เป็นมา และอยากจะเป็น และเคารพต่อการตัดสินใจของพวกเราว่าล้วนมีบริบทความเป็นมาอันสมเหตุสมผลทุก ประการ และสิ่งที่คนอีสานได้ตัดสินใจลงประชามติไปนั้นเป็นความภาคภูมิใจที่คนอีสาน ได้ตัดสินใจลงไปเช่นนั้น
ในเมื่อ “ตีนช้างเหยียบปากนก”เราก็จะไม่ร้อง แต่หากตีนช้างง้างขึ้น เราก็จะร่ำร้อง แม้เสียงนั้นจะแหบพร่า และนำพาซึ่งการเย้ยหยัน
อีสานก็ยังพร้อมที่จะสงบเสงี่ยมในฐานะพลเมืองของประเทศนี้ แต่เป็นความสงบเสงี่ยมที่มีศักดิ์ศรีเกียรติยศ และพร้อมจะเดินหน้าไปสู่การพัฒนาประเทศร่วมกับประชาชาติไทยทุกภาคส่วน ด้วยการเคารพต่อการตัดสินใจของคนไทยทุกๆ คน ทุกภูมิภาคว่าล้วนมีเหตุมีผลมีความเป็นมา โดยเราจะไม่มองหรือตัดสินด้วยอคติอันฉาบฉวย
แต่หากผู้ทรงอำนาจ และประชาชาติไทยไม่ต้องการเช่นนั้น เราก็พร้อมจะให้ท่านเป็นช้างเหยียบปากนกต่อไป โดยไร้การทัดทาน ไร้การต่อต้าน ไร้การทวงถามความเป็นธรรมใดๆ เพราะตลอดประวัติศาสตร์ของเรานั้น คนอีสานเป็นนกที่ถูกช้างสารเหยียบปากมาอย่างยาวนานและชินชาเสียแล้ว
ที่มา:http://www.prachatai.com/ireport/view.php?id=65
ชัย คุรุ เทวา โอม:
แต่คุณป๋า ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า ระบอบการเมืองที่ทักษิณสร้างไว้
ทำให้มีการโหวตโน มากขนาดนั้น
อย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์นิธิ และคนอื่นๆ ผมเห็นว่าจะทำให้ได้คะแนน อย่างมาก็พันคะแนน
ต้องยอมรับฐานที่มั่นทางอีสานของทักษิณ
มันยังมั่งคงดีเหลือเกิน
Can ไทเมือง:
อารมณ์ขบถ ความสะใจเล็ก ๆ ของคนชายขอบ
แต่นั่นแหละ คำตอบในคูหาแต่ละหน่วย จะเป็น "เข็มทิศ"
สำหรับพรรคการเมือง นักการเมืองที่จะต่อสู้กัน ในอีก ไม่กี่เดือนข้างหน้า
วิหค อัสนี:
ผมต้องขอแย้ง - อย่างแรง
ผมและเชื่อว่าคนอีกจำนวนมาก มิได้ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลหรือระบอบทักษิณ เพราะเหตุที่ว่า "ไร้คุณภาพ มาจากเสียงของคนอีสาน" ตามที่พวกท่านคิดน้อยใจกันไปหรอก
ลองเทียบดู กับที่ฝ่ายสาวกทักษิณชอบพร่ำเพ้อว่า "คนหมั่นไส้ทักษิณเพราะอิจฉาที่ท่านรวยแถมมีวาสนาโด่งดัง" หรือ "พวกคนชั้นกลางกับคนรวย อิจฉาคนจนๆ ที่กำลังจะได้ดีขึ้นมา มีรัฐบาลที่อุ้มชูเอาใจใส่พวกเขา" ฯลฯ ซึ่งมันเป็นเหตุผลที่ไร้สาระเอามากๆ
เอาล่ะ ข้อกล่าวอ้างที่ว่าคนภาคอื่นๆ มองคนอีสานเป็นพลเมืองชั้นสอง ก็มีน้ำหนักกว่าอยู่พอสมควร
แต่มันเป็นถึงขนาดนั้นจริงๆ หรือ?
login not found:
ไปดูเหมืองแร่โปแตสที่อุดรฯก่อนนะ
นำร่อง
[0] ดัชนีข้อความ
[#] หน้าถัดไป
เตียง ศิริขันธ์..วีรบุรุษของชาวอิสาน..ตำนานประชาธิปไตย
ย้อนไปเมื่อ 72 ปีก่อน ตั้งแต่เตียงจบการศึกษา จากคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับประกาศนียบัตรครูมัธยม (ป.ม.) สมัยนั้นยังไม่เปิดเรียนระดับปริญญาตรี
จากนั้นไปเป็นครูที่ ร.ร.มัธยมหอวัง อีก 4 ปีต่อมาในปี 2477 ย้ายไปเป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่
ร.ร.อุดรพิทยานุกูล สอนวิชาภาษาไทย อังกฤษ และประวัติศาสตร์
ที่นี่เองที่ครูเตียงถูกจับในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ พร้อมกับเพื่อนอีก 3 คน คือ
ครูปั่น แก้วมาตย์ ครูสุทัศน์ สุวรรณรัตน์ และครูญวง เอี่ยมศิลา เนื่องจากมีพฤติกรรมต้องสงสัยว่า
จะฝักใฝ่คอมมิวนิสต์และเผยแพร่ลัทธิ คอมมิวนิสต์ในโรงเรียน เมื่อมีการชักธงรูปค้อนเคียว
อันเป็นสัญลักษณ์ของคอมมิวนิสต์ขึ้นสู่ยอดเสาธง โดยถูกคุมขังอยู่ราว 2 เดือน
ศาลก็มีคำพิพากษายกฟ้อง มีเพียงครูญวงคนเดียวที่ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี
การได้รับอิสรภาพครั้งนั้น ผลักดันให้ครูเตียงหักเหชีวิตจากครูก้าวเข้าสู่วงการเมือง
ในปี 2480 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สกลนคร ด้วยวัยเพียง 28 ปี มีโอกาสร่วมทำงานกับ
ส.ส.อีสานที่มีอุดมการณ์เดียวกัน คือ ต่อสู้เพื่อคนยากจน เช่น ถวิล อุดล จากร้อยเอ็ด
จำลอง ดาวเรือง จากมหาสารคาม ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ จากอุบลราชธานี จนถูกขนานนามว่า
สี่รัฐมนตรีอีสาน หรือขุนพลอีสาน มีผลงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยให้แก่คนทุกข์ยาก
เคียงบ่าเคียงไหล่ "ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์" อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ก่อตั้งคณะราษฎร
ครูเตียงและเพื่อนร่วมกันต่อตั้งพรรคสหชีพ ซึ่งมีนโยบายเพื่อเกษตรกร
และคนทุกข์ยากในสังคมไทย เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม กระจายอำนาจ
และรายได้สู่ประชาชนระดับล่าง แนวทางใกล้เคียงกับพรรคแนวรัฐธรรมนูญ
ที่มี ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสเป็นแกนนำ ตลอดเวลาที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร
กลุ่มครูเตียงพยายามนำเสนอแนวคิดดังกล่าว ขณะเดียวกันก็โจมตีนโยบายบริหารประเทศ
ของผู้นำทหาร ที่มักจัดสรรงบประมาณให้กองทัพมากเกินไป แทนที่จะกระจายไปสู่งานการศึกษา
และพัฒนาด้านอื่นๆ ในชนบท สร้างความขุ่นเคืองให้แก่ผู้นำทหารตลอดมา
ตำนานเสรีไทย..ตำนานนักสู้กู้แผ่นดิน
หลังจากกองทัพลูกพระอาทิตย์ยกพลขึ้นบนที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทำสัญญาร่วมรบกับญี่ปุ่น ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ไม่เห็นด้วย
และถูกผลักดันพ้นตำแหน่งการเมืองเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์
เห็นควรติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อให้เข้าใจสภาพอันแท้จริงของไทยที่เสียอิสรภาพ
จึงมีการติดต่อกับอังกฤษ สหรัฐ และจีน โดย ส.ส.เตียงได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเสรีไทย
ประจำภาคอีสาน มีนามลับว่า "พลูโต"
ช่วงนั้นมีการชักชวนชาวบ้านมาร่วมฝึกอาวุธ เป็นกองทัพประชาชน จัดทำสนามบิน 3 แห่ง
ที่บ้านโนนหอม บ้านเต่างอย และตาดภูวง ค่อนข้างเสี่ยงมาก เพราะขณะนั้นมีการประกาศกฎอัยการศึก
และเสี่ยงต่อการถูกทหารญี่ปุ่นจับ มีโทษถึงประหารชีวิต โชคดีที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทหารป่าเสรีไทย
ได้ไปเดินสวนสนามที่กรุงเทพฯ ในปลายเดือนกันยายน 2488 เก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทางราชการ
ในเวลาต่อมา"
ชีวิตเจ้าของฉายาพลูโตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขามีชื่ออยู่ในรัฐบาลทวี บุณยเกตุ
รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และรัฐบาล พล.ร.อ.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ กระทั่งวันที่ 10 เมษายน 2490
จึงลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อเดินทางไปสหรัฐ ในฐานะรองตัวแทนการเจรจาประนีประนอม
ระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส
การใส่ร้ายป้ายสี..สร้างภาพประชาชน..เป็นศัตรูของรัฐ
ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ได้ยึดอำนาจการปกครอง
ล้มล้างรัฐบาล พล.ร.อ.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และโค่นอำนาจปรีดี พนมยงค์ เชิญพรรคประชาธิปัตย์
ตั้งรัฐบาลขัดตาทัพ
ด้านครูเตียงเมื่อได้ข่าวการรัฐประหารจึงหลบขึ้นเทือกเขาภูพาน จัดตั้งกำลังต่อต้านคณะรัฐประหาร
แต่ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งลี้ภัยการเมืองอยู่ที่สิงคโปร์ ได้ออกอากาศทางวิทยุห้ามพลพรรคเสรีไทย
ต่อสู้กับคณะรัฐประหาร เพราะไม่ต้องการให้คนไทยเข่นฆ่ากันเอง ครูเตียงจึงยุติการจัดตั้งกองกำลัง
และซ่อนตัวอยู่บนภูพานนับแต่นั้นเป็นต้นมา
รัฐบาลสั่งการให้ พ.ต.อ.หลวงพิชิตธุรการ ตามล่าตัวครูเตียง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
จนหนังสือพิมพ์ยุคนั้นพร้อมใจกันตั้งสมญานามให้ว่า "ขุนพลภูพาน" ต่อมาหลวงพิชิตธุรการจึงใช้วิธีข่มขู่
ให้ชาวบ้านบอกที่ซ่อนของขุนพลภูพาน โดยจับครูครอง จันดาวงศ์ และมิตรสหายของครูเตียงอีก 15 คน
สร้างแรงกดดันจนเขาตัดสินใจมอบตัวต่อทางการในเดือนมีนาคม 2491 ทั้งหมดถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏ
แบ่งแยกดินแดนอีสาน แต่ท้ายที่สุดศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง
4 ปีต่อมา เดือนพฤศจิกายน 2495 รัฐบาลได้กวาดล้างจับกุมฝ่ายค้านจำนวนมากในข้อหากบฏ
ที่เรียกกันต่อมาว่า "กบฏสันติภาพ" และออกกฎหมายคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ
เล่นงานฝ่ายตรงข้าม มีรัฐมนตรี 4 คนถูกสังหารในครั้งนั้นด้วย ระหว่างนี้เตียงดำรงตำแหน่ง ส.ส.
ในคณะกรรมการนิติบัญญัติฝ่ายรัฐบาล เขาถูกตำรวจตามตัวออกจากรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2495
ตั้งแต่นั้นมาก็หายสาบสูญไป ไม่ปรากฏตัวอีกเลย
อย่างไรก็ตาม หลักฐานต่อมาปรากฏว่า เตียง ศิริขันธ์ ถูกสังหาร เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2495
หรือ 2 วันหลังจากถูกตำรวจเรียกตัวออกจากรัฐสภา โดยถูกสังหารพร้อมด้วย เล็ก บุนนาค, ผ่อง เขียววิจิตร,
สง่า ประจักษ์วงศ์ และชาญ บุนนาค โดยศพถูกนำไปเผาทิ้งที่ ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
เตียง ศิริขันธ์ เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขชาวอีสานแห่งลุ่มน้ำโขง เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2452
ที่คุ้มวัดศรีสะเกษ ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวน 9 คนของนางอ้ม ศิริขันธ์
กับนายบุดดี ศิริขันธ์ (ขุนนิเทศพาณิช) หรือที่ชาวบ้านเรียกทั่วไปว่า "นายฮ้อยบุดดี"
เนื่องจากเป็นนายฮ้อยยุคค้าควายไทย-พม่า อันเป็นที่มาของตำนานนายฮ้อยแห่งภาคอีสาน
การเดินทางไปขายของในเมืองแต่ละครั้ง จะมีพ่อค้านำกองเกวียนรวมไปด้วย 20-30 ราย
เดินทางไปจนถึง จ.ขอนแก่น นครราชสีมา หรือบางครั้งไกลถึงกรุงเทพฯ นานเป็นแรมเดือน
บางครั้งก็นำวัว-ควายไปขายถึงเมืองมะละแหม่ง-ย่างกุ้ง ประเทศพม่า นับว่าเป็นผู้มีรายได้ดี
มีฐานะเป็นคหบดีคนหนึ่งของสกลนคร
ถูกตามล่าสังหาร..โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ..ชะตากรรมของผู้รักความยุติธรรม
ฉายา "ขุนพลภูพาน" ของเตียง ศิริขันธ์ หมายถึง การเป็นทั้งแม่ทัพใหญ่ในการฝึกหัดเสรีไทย
นับพันคนหลายรุ่น มีอัธยาศัยไมตรีเป็นที่ไว้วางใจของชาวสกลนคร ขณะเดียวกันก็มีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
เต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมคติที่จะต่อสู้กับนักการเมืองที่มีอิทธิพล จนถูกยัดเยียดข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์
ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม สุดท้ายถูกอำนาจทางการเมืองสั่งฆ่า
จากวีรกรรมการต่อสู้เพื่อคน ทุกข์ยาก วันนี้สมาคมข้าราชการนอกประจำการ จ.สกลนคร
ร่วมกับครอบครัวศิริขันธ์ มีความพยายามสร้างอนุสาวรีย์ 100 ปี ขุนพลภูพาน วีรบุรุษไทยสามัญชน
"เตียง ศิริขันธ์" เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยว รวบรวมพลพรรคตั้งค่ายเสรีไทยแห่งแรกที่สกลนคร
เพื่อก่อตั้งกองทัพพลเรือนเคลื่อนไหวต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น จนเป็นที่ยอมรับของฝ่ายพันธมิตร
ล่าสุดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ได้อนุมัติให้มีการสำรวจและเตรียมพร้อมพื้นที่ก่อสร้างอนุสาวรีย์ 100 ปี ขุนพลภูพาน
บริเวณลานจอดรถทางเข้าถ้ำเสรีไทยบนเทือกเขาภูพาน
Green Science Knowledge Base Project
คนเหนือใจง่าย คนใต้ใจดำ คนอีสานโง่ คนกรุงเห็นแก่ตัว คนไทยขี้เกียจ!?
![]() | |||||
| |||||
| กลับไปที่ www.oknation.net |
คลี่ปมประวัติศาสตร์ "ปัตตานี-ฮอลันดา
| ศาสตราจารย์คนใหม่"ครองชัย หัตถา" คลี่ปมประวัติศาสตร์ "ปัตตานี-ฮอลันดา" เติมไฟขัดแย้ง? | | | |
| http://www.isranews.org/isranews/index.php?option=com_content&view=article&id=407:-q-q-&catid=12:2009-11-15-11-15-38&Itemid=14 |
| Saturday, 26 June 2010 22:33 |
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปรากฏหน้าตาและทัศนะของ อาจารย์ครองชัย หัตถา ผ่านทางหน้าเว็บของโต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา แต่การหวนกลับมาครั้งนี้ อาจารย์ครองชัยมาในฐานะ "ศาสตราจารย์คนใหม่" และเป็นคนแรกของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) อาจารย์ครองชัย เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี และทำงานอยู่ในพื้นที่นี้มานานกว่า 30 ปีแล้ว ความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำให้เกิดแรงขับดันที่ผลิดอกออกผลเป็นงานวิจัยและหนังสือที่ชื่อ “อาณาจักรลังกาสุกะ ประวัติศาสตร์ยุคต้นของคนชายแดนใต้" ซึ่งช่วยฉายภาพให้สังคมไทยได้ "เรียนรู้และเข้าใจ" ดินแดนปลายด้ามขวานแห่งนี้มากยิ่งขึ้น และงานวิจัยชิ้นนี้ได้นำมาซึ่งตำแหน่ง "ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย" ตำแหน่งสูงสุดในทางวิชาการ โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา ได้รับเกียรติจาก อาจารย์ครองชัย อีกครั้ง เพื่อให้ได้เล่าถึงเส้นทางการทำงานวิชาการตลอด 30 ปีที่ผ่านมา รวมถึงปมประวัติศาสตร์ "ปัตตานี-ฮอลันดา" ที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจว่าอาจเป็นหนึ่งในปัจจัย "เติมไฟขัดแย้ง" ที่ชายแดนใต้ ณ พ.ศ.นี้
O อยากให้อาจารย์เล่าถึงที่มาของการได้รับพระบรมราชกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์... การ ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็น 'ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย' นั้น ต่อเนื่องมาจากตำแหน่งแรกสุดคือการได้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) เมื่อเกณฑ์ปริมาณงานและคุณภาพงานวิจัยออกมาเป็นที่ยอมรับ ก็ได้ขยับเป็นรองศาสตราจารย์ (รศ.) โดยตำแหน่งศาสตราจารย์ (ศ.) ถือเป็นตำแหน่งสูงสุด บุคคลนั้นต้องมีผลงานวิจัย หนังสือตำรา และเผยแพร่สู่กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ผมทำงานมาถึงระดับหนึ่ง ทำด้วยความสนใจส่วนตัวเชิงวิชาการมากกว่าที่จะทำ เพื่อผลงาน แต่บังเอิญว่างานชุดนั้นมันเข้ากับเหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาค ใต้ที่ยังไม่ยุติ และประเด็นคำถามคือว่าสามจังหวัดนั้นมีปัญหาอะไรหรือไม่
O เคยคิดหรือไม่ไหมว่าตัวเองจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้? ตำแหน่งศาสตราจารย์ ในมหาวิทยาลัยนั้น ในความคิดของผมถือเป็นตำแหน่งที่สูงมาก แต่ว่าทางมหาวิทยาลัยก็มีกฎเกณฑ์กติกาที่กำหนดไว้อยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นเมื่ออาจารย์ท่านใดท่านหนึ่งมีผลงานเชิงคุณภาพเพียงพอ ก็จะได้รับการประเมิน ผมเป็นรองศาสตราจารย์เมื่อปี 2536 จนเมื่อปี 2550 ก็ขยับเป็นศาสตราจารย์ แต่ระบบประเมินใช้เวลา 2 ปี ก็คือเพิ่งชัดเจนในปีนี้ การที่ผมก้าวขึ้นมาถึงตำแหน่งศาสตราจารย์ จะเป็นตัวอย่างให้รุ่นน้องๆ ได้เห็นและสามารถก้าวไปถึงได้ จากที่คิดว่าลำบากและยาก สำหรับความรู้สึกของผมเองก็ภูมิใจ เพราะถือเป็นตำแหน่งสูงสุดทางวิชาการ เมื่อก่อนผมเคยสนใจเรื่องทรัพยากรและความขัดแย้งต่างๆ แต่เมื่อได้ฟังและพูด คุยกับผู้รู้ กับชาวบ้าน ก็พบประเด็นประวัติศาสตร์ และทำให้มองเห็นว่าประเด็นประวัติศาสตร์นั้นเป็น ประเด็นเชิงลึกที่ฝังและซ่อนตัวอยู่ เป็นปัจจัยที่แฝงอยู่ในความขัดแย้งของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เลยเริ่มสนใจ และศึกษามาเป็นลำดับ
O งานวิจัยของอาจารย์ใช้เวลากี่ปี? ประมาณ 20 ปีครับ ผมอยู่ ม.อ.ปัตตานี 31 ปี งานวิจัยแบ่งเป็น 3 ยุค ยุคแรกสนใจสิ่งแวดล้อม วิจัยเรื่องขยะ น้ำเสีย น้ำทิ้ง ยุคที่ 2 จะเน้นหนักเรื่องชายฝั่ง เรื่องอ่าวปัตตานี ทำให้ผมเห็นว่าการพัฒนาชายฝั่งต้องมีองค์ความรู้ ต้องมีการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ ต่อมาในยุคที่ 3 ผมสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ ปัญหาไฟใต้ตอนนั้นยังปกติธรรมดา อาจจะมีบ้างประปราย แต่หลังจากปี 2547 เหตุการณ์ก็รุนแรง
O อะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำให้อาจารย์สนใจงานวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์? ผมได้มีโอกาสพบกับ รศ.เหยียน ฉงเฉา นักภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์จากสถาบันภูมิศาสตร์แห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน ท่านมาปัตตานีคนเดียว พร้อมกับพกแผนที่เก่ามาด้วย เพื่อตามหารัฐโบราณชื่อ 'ลังกาสุกะ' แต่ท่านอยู่แค่สัปดาห์เดียวก็ต้องกลับ จึงวานให้ผมช่วยศึกษาลังกาสุกะต่อ ตอนนั้นผมเองยังไม่ได้เริ่มต้นศึกษาประวัติศาสตร์ แต่พอเราได้แผนที่ดีๆ ซึ่งมีที่มาและอ้างอิงได้ ทำให้รู้สึกอยากติดตาม เลยคิดว่าต้องติดตามเรื่องลังกาสุกะ จนกระทั่งท้ายที่สุดก็เกิดงานชิ้นหนึ่งที่เป็นงานประวัติศาสตร์ชิ้นแรก ชื่อ หนังสือ “อาณาจักรลังกาสุกะ ประวัติศาสตร์ยุคต้นของคนชายแดนใต้" ผมค้นคว้าข้อมูลมาเป็นลำดับตั้งแต่ปี 2531 จากข้อมูลเบื้องต้นที่อาจารย์เหยียนให้ไว้ ใช้เวลา 20 ปี ทำก่อนงานวิจัยอื่นๆ แต่เสร็จหลังสุด ลังกาสุกะนั้น ผมพบว่าเป็นอาณาจักรโบราณก่อนศรีวิชัย ตั้งขึ้นโดยคนพื้นเมืองที่นี่ ไม่ได้เป็นอาณาจักรมาจากที่อื่นเลย แต่ประวัติศาสตร์ไม่ค่อยได้พูดถึง แถมพบร่องรอยหลักฐานที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปถึงมาเลเซียมากมาย ท่านอาจารย์จำรูญ เด่นอุดม (พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้) แปลงานจากเรื่องเล่าปัตตานี ก็มีการพูดถึงอาณาจักรดั้งเดิมคือลังกาสุกะ พูดถึงควนลือฆอ (นครศรีธรรมราช) เพราะฉะนั้นจากองค์ความรู้เหล่านี้ทำให้ผมค้นคว้าติดตามในเชิงพัฒนาการ ก็พบว่าลังกาสุกะเป็นอาณาจักรยุคต้นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนจะมาเป็นศรีวิชัย, รัฐปัตตานี, 7 หัวเมืองปัตตานี และมณฑลปัตตานี งานแต่ละชิ้นก็จะไล่มาตามลำดับ เล่มหลังสุด (อาณาจักรลังกาสุกะ ประวัติศาสตร์ยุคต้นของคนชายแดนใต้) ที่ใช้ประเมินการเป็นศาสตราจารย์ ผมทำแรกสุดแต่มาจบหลังสุด
O แสดงว่าอาจารย์ทำงานวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หลายชิ้น ไม่ใช่ชิ้นนี้ชิ้นเดียว ครับ...ก็ มีหลายชิ้นด้วยกัน เช่น ตามหาร่องรอยลังกาสุกะ เป็นงานเชิงสำรวจ จะเป็นการไล่เรียงตั้งแต่ยุคโบราณสองพันกว่าปี มาถึงศรีวิชัย, รัฐปัตตานี, 7 หัวเมือง, มณฑลปัตตานี และถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากข้อมูลที่พบในพื้นที่ ต.กรือเซะ ตันหยงลูโละ คลองมานิง บานา และบาราโหม (ชื่อตำบลต่างๆ ในอำเภอเมืองปัตตานี) ทำให้ผมคิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นศูนย์กลางของเมืองขนาดใหญ่ แต่ขาดหน่วยงานรัฐเข้ามาศึกษาค้นคว้า และยังไม่มีนักโบราณคดีคนใดเขียนในเชิงลึก ผมก็เลยศึกษาตรงนี้ทั้ง 5 ตำบล ก็พบว่านี่คือที่ตั้งของเมืองศูนย์กลางปัตตานีที่มีชื่อเสียงในอดีตกาล การสำรวจเราพบมัสยิดกรือเซะ ฮวงซุ้ยเจ้าแม่ลิ้มกอเหนียว ซึ่งเราทราบอยู่แล้ว แต่ที่เหลือคือบ่อน้ำฮังตูเวาะห์ สุสานลิ้มโต๊ะเคี่ยมเดิม สุสานชาวต่างประเทศที่เขาเสียชีวิตที่ปัตตานี ถูกฝังไว้เรียกว่ากูโบร์ระแฆ กูโบร์โต๊ะยาวอ เป็นชาวชวาที่เข้ามาเผยแพร่วรรณกรรม เผยแพร่วัฒนธรรมชวาสมัยก่อน ทำให้คนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีวัฒนธรรมชวาเยอะมาก ประเพณี พิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับชวา เช่น หนังฆูลิต หนังตะลุงชวา อิเหนา รวมทั้งการแต่งกายแบบชวา นี่คือที่ไปที่มาที่ทำให้คนสามจังหวัดมีวัฒนธรรมชวามากกว่าวัฒนธรรมไทยตอนบน เพราะหลักฐานคือการมีสุสานคนสำคัญสมัยก่อน เรียกว่าโต๊ะยาวอ รวมทั้งแหล่งอิฐเผา (เตาเผา) ที่ใช้ผลิตอิฐในการก่อสร้างมัสยิดกรือเซะ ผมพยายามตรวจสอบและตามหาสถานที่ใกล้เคียงกัน ก็ไปพบที่บ้านกะมิยอ (ต.กะมิยอ อำเภอเมืองปัตตานี) เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าตรง 5 ตำบลนี้คือที่ตั้งของนครปัตตานี และเป็นศูนย์กลางของเมืองขนาดใหญ่ อยู่ริมทะเล ถ้าเราเรียกว่าช่วงนั้นคือรัฐปัตตานี ก็ถือว่าเป็นศูนย์บริหารรัฐปัตตานีที่มีรายาองค์ต่างๆ 23 พระองค์ปกครอง และล้วนเป็นมุสลิม
O ทราบมาว่าอาจารย์พบหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องฮอลันดา และตั้งสมมติฐานว่าเป็นเงื่อนปมหนึ่งทางประวัติศาสตร์ที่อาจสร้างปัญหาใน พื้นที่ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร? จากงานวิจัยเรื่อง ปัตตานี การค้า การเมือง และการปกครองในอดีต ซึ่งผมปรับปรุงมาเป็น "ปัตตานี: พัฒนาการทางภูมิศาสตร์" ข้อมูลที่ปรากฏในแผนที่แสดงเอเชียทั้งหมดจะมีเมืองต่างๆ ที่บริษัทอีสต์เอเชียติกของฮอลันดาเข้ามาค้าขาย เป็นการค้าระดับนานาชาติ พบว่าปัตตานีเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดที่ฮอลันดาเข้ามาเชื่อมสัมพันธไมตรีและ ทำการค้า โดยตั้งสถานีการค้าแห่งแรกที่ปัตตานี คือเมืองกรือเซะ นั่นคือ ค.ศ.1601 ซึ่งเพิ่งครบ 400 ปีไปเมื่อ ค.ศ.2001 (พ.ศ.2544) ถัดจากนั้น 40 ปี (คศ.1641) ก็ไปตั้งที่มะลากา ตัวเลขเหล่านี้กำลังจะบอกว่าฮอลันดาเพิ่งให้ความสนใจมะละการาว 40 ปีหลังจากเข้ามาติดต่อกับปัตตานี ขณะที่อยุธยามีการเชื่อมสัมพันธไมตรีในปี ค.ศ.1604 นั่นก็คือฮอลันดาอยู่ปัตตานีก่อน แล้วก็ค่อยไปติดต่อค้าขายกับอยุธยา เพราะฉะนั้นเมื่อถึงปี ค.ศ.2001 ครบ 400 ปี ตรงกับ พ.ศ.2544 ทางฮอลันดา (ฮอลแลนด์ หรือเนเธอร์แลนด์) ได้ส่งคณะผู้แทนมาประสานเพื่อจัดงานเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 400 ปี โดยเลือกปัตตานีเป็นแห่งแรก ซึ่งทางฮอลันดาและฝ่ายไทย (หมายถึงรัฐไทยปัจจุบันที่มีปัตตานีเป็นส่วนหนึ่งของประเทศแล้ว) ต่างก็มีเอกสารเก่าตรงกัน การจะจัดที่ไหนผมว่าไม่สำคัญ แต่ให้เอ่ยถึงว่านี่คือปีแรกที่เขามาเหยียบแผ่นดินประเทศไทย สมัยนั้นคือปัตตานี แต่ทางการไทยไม่สนใจ เพิ่งจะมาจัดเฉลิมฉลองเมื่อปี 2547 ซึ่งเป็นปีที่ฮอลันดาเพิ่งติดต่อกับอยุธยาก็คือปี ค.ศ.1604 ทั้งๆ ที่เขามาติดต่อกับปัตตานีก่อนอยุธยาถึง 3 ปี สรุปก็คือแทนที่รัฐบาลจะยึดเอาความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ก็คือปีแรกที่มา ติดต่อกับปัตตานี กลับกลายไปเลือกปีที่ติดต่อกับอยุธยา ฉะนั้นปัญหาทางประวัติศาสตร์มันมีแน่นอน คือทำไมไม่ใช้ความเป็นจริง
O อาจารย์กำลังจะบอกว่าเรื่องแบบนี้ส่งผลในแง่ความรู้สึก? ครับ ปัญหาทางประวัติศาสตร์คงจบแค่วิชาการทางประวัติศาสตร์ แต่ปัญหาทางการเมือง ผมเห็นตั้งแต่ปีนั้นแล้วว่าอาจจะมีความรุนแรง อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับความไม่สงบได้ รวมทั้งความขัดแย้งระดับเวทีโลกในอนาคต เพราะผมคิดว่าการที่ไปยึดประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกต้องคือจริงๆ ค.ศ.1601 แต่กลับใช้ ค.ศ.1604 แทน ก็คือปี พ.ศ.2547 และเป็นปีที่เริ่มต้นความรุนแรง (เกิดเหตุการณ์ปล้นอาวุธปืนจากค่ายทหารที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2547) ผมไม่ทราบว่าเกี่ยวกันหรือไม่ แต่ในทางวิชาการมันเห็นว่า ปี 2547 นั่นคือปีที่ฮอลันดามีความสัมพันธ์กับอยุธยา แต่ก่อนหน้านั้นได้มีความสัมพันธ์กับปัตตานีอยู่แล้ว ถ้าผมเป็นรัฐบาลผมจะเลือกจัดปีที่เป็นปีติดต่อมีสัมพันธไมตรีกันจริง คือปี ค.ศ.2001 (ครบ 400 ปัตตานี-ฮอลันดา) แต่รัฐบาลนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้นกลับไปเลือกจัดปี ค.ศ.2004 ซึ่งครบ 400 ปีของอยุธยาไม่ใช่ปัตตานี เรื่องนี้ถ้าจบแค่นี้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีการตีความไปถึงขั้นว่า เมื่อ 400 ปีที่แล้วปัตตานีไม่ได้เป็นของไทย (สยาม) ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ทำไมคุณไม่จัด ถ้าไม่ใช่แสดงว่าปัตตานีเพิ่งเป็นของสยาม ฝ่ายสยามไปยึดปัตตานี ไปได้ปัตตานีเป็นเขตปกครองหลังจากนั้น เพราะฉะนั้นผมเลยมองว่าในทางวิชาการอาจมีความเชื่อมโยงกัน อาจมีการนำเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตรงนี้ไปเกี่ยวโยงแล้วทำให้เกิด เหตุการณ์รุนแรง เพื่อวันหนึ่งจะได้บอกว่าข้อมูลความเป็นมาเป็นอย่างนี้ ประเทศไทยเคยปฏิเสธมาแล้ว
O ประวัติศาสตร์ปัตตานี-ฮอลันดา-สยามที่รัฐบาลในอดีตทำพลาดไป จะส่งผลร้ายแรงมากกว่านี้ได้หรือไม่ เช่น การนำไปฟ้องต่อเวทีโลกเพื่อนำไปสู่การไม่ยอมรับ? อาจไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับประวัติศาสตร์ แต่คงจะมีผู้นำไปใช้ในอนาคต บอกว่าความจริงมีอยู่และชัดเจน แต่ประเทศไทยไม่ยอมรับ อาจจะนำไปสู่การตีความอยุธยาสมัยนั้นว่าไม่ได้มีอำนาจอะไรเหนือปัตตานี เมื่อเราละเลยความรู้ตรงนี้ อีกฝ่ายสามารถเอาไปอ้างได้ว่าที่รัฐไม่ได้ให้ความสนใจปีนี้ เพราะว่าขณะนั้นปัตตานีไม่ได้เป็นของไทย (สยาม) ใช่หรือไม่ ในอนาคตถ้าเกิดต้องขึ้นศาลโลก คนก็มองไปไกลว่าข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เคยปฏิเสธและไม่ปฏิบัติตาม ความเป็นไปได้ที่จะถูกนำไปใช้อ้างอิงในเวทีโลกว่าทำไมประเทศไทยปัจจุบันถึง ไม่ใช้ข้อมูลที่เป็นจริงในอดีต มันก็จะถูกตีความว่าถ้าอย่างนั้นปัตตานีในอดีต ณ เวลานั้น ค.ศ.1601 ไม่ได้เป็นของสยามใช่หรือไม่ ถ้าเรามีคำตอบที่ไม่ดี โอกาสจะยืดเยื้อคาราคาซังต่อเนื่องไปก็มีเหมือนกัน จึงเป็นประเด็นที่คนไทยควรจะรับทราบเอาไว้ว่ามีการใช้ประวัติศาสตร์ที่ไม่ ค่อยจะถูกต้องนัก
O อาจารย์นับถือศาสนาพุทธ แต่งานวิจัยเน้นเรื่องอิสลาม เรื่องคนมุสลิม ถูกมองแปลกๆ หรือเจอแรงกดดันอะไรบ้างหรือไม่? ผม ในฐานะนักวิชาการ ผมไม่ได้แยกแยะอิสลาม พุทธ หรือรัฐไทยกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมไม่ได้อยู่ฝ่ายไหน แต่อยู่ฝ่ายความจริงที่ข้อมูลมีอยู่ ใครจะนำไปใช้อย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่รัฐมีจุดอ่อนตรงนี้ คือไม่เคารพประวัติศาสตร์ ไม่ได้จัดความสัมพันธ์ตามที่เป็นจริง เรื่องนี้มีผลหรือไม่ต่อเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ผมตอบไม่ได้ แต่นี่เป็นจุดผิดพลาดอันหนึ่งที่น่าจะมีผลต่อในอนาคต ถึงแม้ยังไม่มีใครเอาไปใช้ในวันนี้ แต่วันหนึ่งข้อมูลมันก็ชัดแจ้งอยู่แล้ว เพราะนักวิชาการระดับโลกต่างก็มีข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งผมมองว่าประเทศไทยน่าจะให้ความสำคัญกับปัตตานีช่วงสมัยนั้นด้วยการจัด เฉลิมฉลอง 400 ปี เป็นการยอมรับประวัติศาสตร์ แต่การไม่ยอมรับเท่ากับเป็นการเพิ่มไฟขัดแย้งเข้าไปอีก จะมาสะกิดแผลทำไม อย่าลืมว่าทั้งไทยและฮอลันดาล้วนมีข้อมูลตรงนี้ แต่คนไทยไม่มีใครรู้เลย สมมุติต้องตัดสินในอนาคต ขึ้นศาลโลก แต่ฝ่ายไทยไม่มีข้อมูลเลย โอกาสตอบไม่ได้ ไปอ้ำอึ้งในศาลโลกก็มีสูง
O การใช้ประวัติศาสตร์อย่างถูกต้อง สามารถแก้ไขปัญหาความไม่สงบได้หรือไม่? ความจริงประวัติศาสตร์ปัตตานีก็มีตัวตนของเขาอยู่ เพียงแต่ว่าฝ่ายรัฐจะต้องเปิดใจให้เขียนความจริง ผมเชื่อเรื่องการสร้างความ รู้สึกที่ดีต่อพลเมืองของรัฐด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องบนประวัติศาสตร์ซึ่ง บางตอนเป็นสงคราม บางช่วงเป็นการกระทำซึ่งกันและกัน ก็มาเล่าความจริงให้หมด เปิดใจทั้งหมด แล้วคนก็จะเข้าใจกัน เพราะว่าไม่มีพื้นที่ไหนในโลกที่ไม่ผ่านประวัติศาสตร์มาเลย ปัญหาความไม่สงบมันมี 2 ส่วน คือ 1.ส่วนที่ปรากฏเป็นรูปธรรม คือเหตุระเบิด ยิง ปิดล้อมตรวจค้นจับกุม ฯลฯ อีกส่วนหนึ่งคืออยู่ในสมอง ความรู้สึก อคติ ไม่ยอมรับ ต่อต้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้วิชาประวัติศาสตร์มันฟ้องอยู่ คือการไม่ยอมรับ ตรงนี้เราปราบไม่ได้เลย ปราบได้อย่างเดียวคือใช้การศึกษาเข้าไปกล่อมเกลาทำให้รู้สึกเป็นพลเมืองของ รัฐ แยกแยะถูกผิด สร้างจิตสำนึก เปิดเผยประวัติศาสตร์ที่เป็นความจริง ดีกว่าปกปิด ก็จะทำให้คนยอมรับรัฐได้มากขึ้น แต่ถ้ารัฐพยายามจะไม่อธิบาย ขณะที่คนเหล่านี้มีแต่ความทรงจำเรื่องความขัดแย้งต่างๆ ปัญหาก็ยากที่จะยุติ
O อยากให้อาจารย์ช่วยเสนอแนะประเด็นประวัติศาสตร์ที่อาจนำไปสู่สันติภาพในพื้นที่ ผม มอง 4 อย่างด้วยกัน คือ 1.ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่เคยต้องห้าม ถูกรัฐเพ่งเล็ง หรือเก็บออกไปจากแผน เช่น งานเขียนสมัยของ อาจารย์อับดุลเลาะห์ ลอแม เป็นหนังสือที่ถูกราชการห้ามจำหน่าย ทำให้เราไม่มีองค์ความรู้ที่จะเข้าใจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะฉะนั้นมาถึงวันนี้ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทั่วประเทศ ทุกภูมิภาคต้องช่วยกันสร้างองค์ความรู้ขึ้นมา 2.เร่งจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อให้ครูอาจารย์ได้มีหนังสือสอน มีคู่มือนำไปใช้ เพราะขณะนี้หลักสูตรท้องถิ่นที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์ชายแดนภาคใต้ที่ทุกฝ่าย ยอมรับยังไม่มี ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการสั่งชัดเจนว่าต้องสอน คำถามก็คือแล้วครูสอนจะอะไร สอนอย่างไร เป้าหมายการสอนคืออะไร เมื่อแต่ละคนสอนตามที่ตัวเองถนัด หรือคนที่รู้สึกอึดอัด เก็บกดอยู่ เขาก็สอนประเด็นที่เป็นความขัดแย้งกับรัฐ คนที่เป็นครูกลางๆ ที่มาจากตอนบนก็จะสอนเรื่องประวัติศาสตร์ไทย เมื่อเด็กและครูมาคุยกัน จะต่อประเด็นประวัติศาสตร์ไม่ค่อยได้ เพราะพื้นฐานที่มามันต่างกัน 3.รัฐจะต้องบูรณะพัฒนาแหล่งโบราณคดีต่างๆ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เท่าเทียมกับการดูแลบูรณะเมืองโบราณอื่นๆ ของประเทศไทย เช่น อยุธยา สุโขทัย บ้านเชียง เพราะแหล่งโบราณคดีที่เก่าแก่ร่วมสมัยกับบ้านเชียงก็จะมีแถวท่าสาป (อำเภอเมือง จ.ยะลา ) ส่วนเมืองโบราณยะรังอายุก็พอๆ กับสมัยศรีวิชัย ในขณะที่ภาคอื่นๆ มีโครงการศึกษากันเยอะ แต่ปัตตานีและยะลาไม่ค่อยมีโครงการ ฉะนั้นในเชิงของการบูรณะ พัฒนา ขุดค้นหาความรู้และความจริงเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมิติของ ประวัติศาสตร์และโบราณคดีต้องทำให้มากยิ่งขึ้น 4.ต้องมีการนำสนอข้อมูลประวัติศาสตร์และจัดแสดงเผยแพร่ ควรจะมีพิพิธภัณฑ์เมือง หรือศูนย์การเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ ขณะนี้คำถามก็คือว่าเมื่อเราต้องการจะไปแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เราไปที่ไหน คำตอบก็คือยังไม่มี ต้องดูเป็นชิ้นๆ ไป แล้วก็ต่อกันไม่ได้ ความจริงประวัติศาสตร์ปัตตานีมีตัวตนของเขาอยู่ เพียงแต่ว่าฝ่ายรัฐจะต้องเปิดใจยอมรับประวัติศาสตร์ที่จะเขียนขึ้นจากท้อง ถิ่นที่มีความเจริญมาก่อน ซึ่งแนวทาง 4 ข้อทั้งหมดถ้าทำได้จะเพิ่มความเข้าใจ ลดความขัดแย้งได้ แต่ที่เป็นอยู่มันไม่ได้เข้าใจมากขึ้น เพราะข้อเสนอ 4 ข้อที่ผมว่ามันไม่เกิดสักข้อ ทุกอย่างยังอยู่แบบอึมครึม
ทำความรู้จัก...อาจารย์ครองชัย หัตถา ศ.ครอง ชัย หัตถา หัวหน้าภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี จบการศึกษาสาขาวิชาภูมิศาสตร์จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร บรรจุเข้ารับราชการครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2522 ในตำแหน่งอาจารย์ 4 สังกัดภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี ก่อนขยับขึ้นเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ตามลำดับ โดยมีผลงานทางวิชาการ 55 ผลงาน แยกเป็น ประเภทหนังสือ เช่น ภูมิลักษณ์อ่าวปัตตานี, มัสยิดกรือเซะ มรดกอารยธรรมปัตตานี เป็นต้น ประเภทงานวิจัย เช่น การสำรวจปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมบริเวณพื้นที่รอบอ่าวปัตตานี, การศึกษาสำรวจเพื่อขยายฐานความรู้ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ในพื้นที่ เมืองโบราณปัตตานีที่ตันหยงลุโละ จังหวัดปัตตานี, กรือเซะ: มุมมองใหม่จากหลักฐานภูมิประวัติศาสตร์และโบราณคดี กรณีศึกษามัสยิดกรือเซะ และความขัดแย้งเชิงสัญลักษณ์ เป็นต้น ประเภทบทความและเอกสารวิชาการ เช่น การศึกษาตำแหน่งที่ตั้งเมืองโบราณปัตตานีจากภาพถ่ายทางอากาศและการสำรวจทาง ธรณีสัณฐาน, ภูมิศาสตร์กับการศึกษาด้านมนุษยนิเวศวิทยา, “ลังกาสุกะ: เมืองท่าบนเส้นทางแห่งเอเชียและอารยธรรมในสมัยพุทธศตวรรษที่ 7 - 21, สภาพภูมิศาสตร์ของปัตตานีในอดีต กรณีศึกษาเรื่องแหล่งแร่ ทองคำ และยุคทองของปัตตานี เป็นต้น ประเภทผลงานอื่นๆ ที่เผยแพร่ทางวิชาการ เช่น กรือเซะ มรดกอารยธรรมปัตตานี, ลังกาสุกะ มรดกอารยธรรมคาบสมุทรมลายู, สถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์อิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น ชีวิตรับราชการของอาจารย์ครองชัย เคยได้รับเลือกเป็นรองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง, หัวหน้าแผนกวิชาภูมิศาสตร์ และปัจจุบันเป็นหัวหน้าภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี ทั้งยังดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางสังคมอีกมากมาย อาทิ อุปนายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย, กรรมการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดปัตตานี, ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดปัตตานี, คณะกรรมการเตรียมการเพื่อเสนอรายชื่อแหล่งโบราณคดีในภาคใต้ของประเทศไทยขึ้น ทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก (กรมศิลปากร) เป็นต้น |
วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ยุทธศาสตร์ประชาธิปไตย
ยุทธศาสตร์ประชาธิปไตย
และ แล้วพรรคการเมืองใหม่ก็แสดงหัวจิตหัวใจเท่าอวัยวะมด เมื่อประกาศส่งสมัครรับเลือกตั้งซ่อมชั่วข้ามคืนก็ประกาศถอนตัว ด้วยข้ออ้างไม่ต้องการให้ผู้ก่อการร้ายเข้าสภา
จะอ้างอย่างไรก็แล้วแต่ แบบนี้เขาเรียกว่า “ฮั้ว” กันครับ และถ้าเป็น “การเมืองเก่า” ฮั้วกันแบบนี้ร้อยทั้งร้อยมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน สมมติเช่นเขตเลือกตั้งในภาคอีสาน เค้าจ่ายกัน 5-10 ล้าน แต่ในเมื่อเป็น “การเมืองใหม่” ก็คงมิบังอาจไปกล่าวหาท่านผู้มีเกียรติมีคุณธรรมจริยธรรม เพียงขอบอกว่าสะใจที่ไพศาล พืชมงคล พูดว่าถ้าถอนตัวเพราะกลัวตัดคะแนน ปชป.ก็อัปยศ และควรฝังพรรคการเมืองใหม่ไปได้เลย
เอ๊ะ แล้วถ้าไม่กลัวตัดคะแนน ปชป.จะถอนตัวหาพระแสงอันใด สมัยหน้าก็คงกลัวตัดคะแนน ปชป.ถอนตัวอีก เอาไว้ให้พรรคเพื่อไทยแพ้ราบคาบกลายเป็นพรรคต่ำสิบเมื่อไหร่ พรรคการเมืองใหม่ค่อยมาลงสมัครก็แล้วกัน เอิ๊กเอิ๊ก
นี่ แสดงว่าพันธมิตรและพรรคการเมืองใหม่ ไม่มีเป้าหมายไม่มียุทธศาสตร์ไม่มีแนวทางนโยบายอะไรทั้งสิ้น นอกจากไล่ทักษิณสถานเดียว ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้ทักษิณและพรรคเพื่อไทยชนะ ไอ้ที่คิดจะสร้างสรรค์สังคมให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากคอรัปชั่นอย่างที่พูด ไว้บนเวที ก็ฝากความหวังไว้กับ “ระบอบอภิสิทธิ์” ผ่านคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองของอานันท์-หมอประเวศ ก็พอ
ข่าว วงในเค้ากระซิบด้วยนะว่า พล.อ.กิตติศักดิ์ยังเป็นแค่ตัวเลือกที่สอง ตัวเลือกแรกที่ พรรคจะส่งสมัครขอเวลาออกนอกห้องประชุมไปคิด 15 นาที ที่ไหนได้ ขับรถหายไปเลย เอิ๊กเอิ๊ก
ไว้เจอหน้า “สหายเก่า” เมื่อไหร่ใบตองแห้งจะแซวซะให้เจ็บ อีแบบนี้มันน่าเลือกวีระ สมความคิด ลงสมัครซะดีกว่า (แถมกล่องบริจาคให้หนึ่งใบ)
ฝั่ง พรรคเพื่อไทยแม้จะเสียรังวัดที่ณัฐวุฒิไม่ลง ต้องเอาตัวสำรองเบอร์ 23 มาลงแทน (ข่าวบางกระแสว่าณัฐวุฒิไม่อยากตกเป็นเครื่องมือของจตุพร แต่ฝั่งเพื่อไทยอ้างว่ากลัวณัฐวุฒิโดนเล่นงานถึงชีวิต) ในภาพรวมก็ถือเป็นเกมเหนือชั้นคือไม่ต้องหวังผลแพ้ชนะ แต่ใช้การหาเสียงเลือกตั้งเล่นกับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและกระบวนการ ยุติธรรม 2 มาตรฐาน ซึ่งฟังดูน่าสนุก มีปัจจัยเอื้อให้เล่นได้เยอะ เช่นที่ว่าจะเอาหุ่นยนต์มาหาเสียงแทน ขณะที่รัฐบาลยังดึงดันไม่ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่มีข้อยกเว้นให้หาเสียงได้ เอ้า ก็คอยดูไปสิครับ ปราศรัยหาเสียงด่ารัฐบาลได้ไหม ด่า ปชป.ได้ไหม ด่า ศอฉ.ได้ไหม นักข่าวฝรั่งคงงานเข้าอีกแล้ว เพราะสุเมธ ชุมสาย จะบอกว่าไม่เข้าใจประชาธิปไตยแบบไทยๆ เราเป็นประชาธิปไตยได้ภายใต้ ศอฉ.
ดี ครับ ผมก็ไม่อยากให้ยกเลิก พรก.ฉุกเฉินเร็ว อ้างกันเข้าไป ว่าเสื้อแดงยังลงใต้ดิน (อ้าว ก็มึงห้ามเขาขึ้นบนดิน) ว่าเสื้อแดงลอบวางระเบิดพรรคภูมิใจไทย (น่าสงสารนะ ไอ้พวกผู้ก่อการร้ายเสื้อแดงเนี่ยทำอะไรไม่สำเร็จซักอย่าง เอาอาร์พีจียิงวัดพระแก้วก็โดนกระทรวงกลาโหม เอาปืนติดกล้องยิงทหารก็ไพล่ไปโดนพวกกันเองตายเกลื่อน) ยืดไปอีกซักครึ่งปีก็ได้ จนจบคดียุบพรรค ปชป. หรืออ้างว่ายังมีคนคิดจะยิงหัวอภิสิทธิ์ล้างแค้นแทนเสธแดง แบบนั้นก็ประกาศภาวะฉุกเฉินไปจนอภิสิทธิ์แก่ตายเหอะ
แต่พูดจริงๆ ก็ยังมองไม่เห็นว่ายกเลิก พรก.ฉุกเฉินแล้ว ขบวนประชาธิปไตยที่มีเสื้อแดงเป็น subset จะสามารถปรับตัวและเริ่มการต่อสู้รอบใหม่ได้อย่างไร เผลอๆ ยกเลิก พรก.ฉุกเฉินแล้วก็จะไปทำอะไรทะเล่อทะล่าเข้าทาง Teen ระบอบ อภิสิทธิ์อีก เพื่อนพ้องน้องพี่บางคนที่คุยกันก็ห่วงว่าจตุพรยังลอยนวลอยู่ ถ้าปล่อยให้จตุพรหรือทักษิณนำการเคลื่อนไหวอีก ก็อาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้รอบที่สาม เพราะพวกนี้คิดแต่จะทำอะไรสุ่มเสี่ยง ไม่มีความอดทนพอ
สู้ทางความคิดต้องอดทน
ก่อน อื่นต้องยกย่องว่าการต่อสู้ของเสื้อแดงแม้จะสุ่มเสี่ยงล้ำหน้าจนเสียหาย แต่ก็มีคุณูปการส่งผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะการปลุกให้มวลชนจำนวนมหาศาลตื่นขึ้นมามองเห็นความไม่เป็น ประชาธิปไตยและความยุติธรรมสองมาตรฐานของระบอบอภิสิทธิ์ชน มวลชนเสื้อแดง ณ วันนี้ไปไกลลิบและไม่มีวันถอยกลับ ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อว่าเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียง 3-4 ปี เพื่อนพ้องฝ่ายซ้ายเก่าของผมยังหัวร่องอหงายที่นักการเมืองทุนท้องถิ่นอย่าง บรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทย อย่างไชยา สะสมทรัพย์ อย่างสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ซึ่งไม่เค้ยไม่เคยคิดฝันว่าจะ “โค่นอำมาตย์” ยังต้องพลอยโจนไปกับมวลชนด้วย
พลัง ของเสื้อแดงที่ร้อนแรงรวดเร็วเพียงนี้ ก็เพราะมาจากการเคลื่อนไหวมวลชนผ่านสื่อ คือทีวีดาวเทียม วิทยุชุมชน ซี่งมีอิทธิพลเร้าอารมณ์ความรู้สึกคน ไม่ต่างจากพันธมิตรสร้างสาวกขึ้นจาก ASTV แต่มีจุดแข็งก็ต้องมีจุดอ่อน จุดอ่อนก็คือมันเป็นพลังที่วูบวาบ ใจร้อน อยากชนะเร็ว การเผยแพร่ความคิดยังไม่ลึกซึ้งพอ
พลัง ที่ใจร้อน อยากชนะเร็ว มักไม่อดทนกับการต่อสู้ทางความคิดที่ต้องใช้เวลา และเมื่อลุกฮือขึ้นมาแล้วแพ้ ก็เป็นอันตรายที่จะท้อแท้ หักศึก หรือโกรธแค้นแล้วแสดงออกอย่างสะเปะสะปะไม่มีเป้า
นั่น จึงเป็นคำถามตัวเบ้อเร่อว่า การต่อสู้รอบใหม่จะเริ่มขึ้นได้อย่างไร ภายใต้ พรก.ฉุกเฉิน ไม่มีสื่อ ไม่มีพีเพิลแชนเนล ไม่มีวิทยุชุมชน มีแต่มวลชนที่อารมณ์ค้าง แล้วก็พูดกันถึงแต่จะลงใต้ดิน ไม่มีอารมณ์จะมาเคลื่อนไหวมวลชนแบบเดิมๆ อีกแล้ว
ไอ้ ที่เคยคิดจะไประบายพลังใส่การเลือกตั้งก็เลิกหวังได้แล้วครับ ถ้าเลือกตั้งต้นปีหน้า พรรคเพื่อไทยแพ้แหงๆ เพราะระบอบอภิสิทธิ์จะใช้ช่วงเวลาที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนี่แหละไล่บี้ สลายเครือข่ายการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ทั้งเครือข่ายทางการเงิน เครือข่ายกลไกราชการ เครือข่ายหัวคะแนน
พูด อย่างนี้ไม่ใช่จะมองแต่ด้านที่เลวร้าย เพราะด้านบวกก็มีอยู่ ระบอบอภิสิทธิ์ภาพลักษณ์ตกต่ำถึงขีดสุดในสายตาต่างประเทศ รวมทั้งเป็นปรปักษ์กับประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ (เพราะรากฐานของระบอบนี้คือความคิดอนุรักษ์นิยม ชาตินิยมสุดขั้วดูถูกพม่า ลาว เขมร ญวน) ภายในเองก็เป็นรัฐบาลการเมืองเก่าโคตร ดำรงอยู่ด้วยการตอบแทนผลประโยชน์ รวมหัว ส.ส.มาขอเก้าอี้เสนาบดี
ขณะ ที่มวลชนเสื้อแดง แม้จะถูกตีแตกกระจัดกระจาย แต่ก็อย่างที่บอกว่าไปไกลลิบ ไม่มีวันถอยกลับไปล้าหลังอีกแล้ว มวลชนเสื้อแดงที่เราพูดถึงวันนี้ไม่ใช่แค่คนจนคนชนบท แท็กซี่ สามล้อ เพราะคนที่ไปราชประสงค์มีไม่น้อยที่เป็นคนมีเงินระดับร้อยล้าน เป็นนายพลเกษียณ เป็นอดีตข้าราชการระดับสูง พร้อมกันนั้นก็ยังมีพลังของคนชั้นกลางที่รักประชาธิปไตย ที่ไม่ใช่เสื้อแดง เครือข่ายนักเคลื่อนไหว นักวิชาการ ที่แสดงบทบาทอย่างโดดเด่น
ปัญหา ก็คือจะรวมพลังคนทั้งหลายอย่างไร จะสร้างการนำใหม่ที่ไม่ขึ้นกับจตุพร-ทักษิณ แต่ถ่ายเดียวได้อย่างไร จะวางยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่เป็นจริงได้อย่างไร ที่ไม่ใช่แค่การเอามวลชนมาสุ่มเสี่ยงและหวังให้เกิดรัฐประหารหรือหวังพึ่ง การเปลี่ยนขั้วอำนาจในชนชั้นนำ อย่างที่ทักษิณทำ
แล้ว ก็ไม่ใช่ยุทธศาสตร์เพ้อเจ้อที่ไปคิดเรื่องการลงใต้ดิน เอาชนะโดยการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ เพราะการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องเอาชนะกันด้วยความคิด เอาชนะกันทางการเมือง แล้วจึงจะนำไปสู่การโค่นล้มอำนาจเผด็จการที่ครอบงำอยู่ ซึ่งถ้าศึกษาตัวอย่างของหลายประเทศ เช่น รัสเซียยุคเยลต์ซิน ฟิลิปปินส์ยุคอาควิโน เขาไม่ได้มีกองกำลังติดอาวุธนะครับ แต่ต่อสู้กันทางการเมืองจนถึงจุดหนึ่งระบอบมันพังทลาย พ่ายแพ้ทางการเมืองไปแล้ว รัฐมีกำลังทหารมากมายแต่สั่งทหารไม่ได้ ทหารไม่เอาด้วย มวลชนลุกฮือขึ้นมาโค่นล้ม
โอ เค เราอาจจะแตกต่างตรงที่มีคนชั้นกลาง สื่อ นักวิชาการ ผู้ขายวิญญาณประชาธิปไตย แต่นั่นแหละที่ต้องต่อสู้ทางความคิดกันอย่างจริงจัง และคนเหล่านี้ก็กำลังเสื่อมลงไปเรื่อยๆ กับบทบาทการรับใช้ระบอบอภิสิทธิ์ (แม้จะทำกระบิดกระบวนไม่อยากให้รัฐบาลตั้งเป็นประธานปฏิรูปประเทศ ต้องใช้หน้าม้าในนามภาคประชาสังคมล่ารายชื่อกันเข้ามา)
การ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย อยู่ที่การต่อสู้ทางความคิดและทางการเมืองเป็นสำคัญ เพราะเผด็จการครึ่งใบของชนชั้นนำที่ดำรงอยู่ ก็ดำรงอยู่ได้ด้วยการครอบงำทางความคิด ทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ในเรื่องคุณธรรมความดีงามนอกระบบ การต่อสู้ทางความคิดนี้จึงต้องใช้เวลา และต้องใช้การเอาชนะกันทางเหตุผล ไม่ใช่เอาชนะกันด้วยการโค่นล้มตัวบุคคลหรือองค์กรสถาบัน เหมือนโค่นล้มมาร์กอสหรือซูฮาร์โต หรือเยลต์ซินโค่นพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซีย การต่อสู้ของเราจำเป็นต้องขีดเส้นว่าตัวบุคคลหรือองค์กรสถาบันยังอยู่ แต่ความคิดของสังคมต้องก้าวไปสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ เหมือนเช่นสถาบันกองทัพยังต้องดำรงอยู่ แต่ต้องปฏิรูปให้เป็นอย่างอเมริกา ให้อยู่ภายใต้อำนาจการเมืองที่ชอบธรรม บังอาจปากบอนแบบ ผบ.อัฟกานิสถานก็ต้องตกเก้าอี้
การ ต่อสู้ทางความคิดจึงต้องใช้เวลา ใช้เหตุผลโน้มน้าวให้คนส่วนใหญ่คล้อยตาม และต้องอดทน สร้างความเข้าใจที่แข็งแรงให้กับสังคม รุ่นพี่ผมคนหนึ่งเปรียบเทียบว่า เหมือนสู้กับโจรลักควาย ออกไปตามควายหายกันไม่กี่คนก็โดนโจรไล่ทุบกลับมา ต้องรอให้คนเกือบทั้งหมู่บ้านเหลืออด ออกไปตามควายพร้อมกันถึงจะชนะโจรได้
ใน ทางความคิดของคนเสื้อแดงก็เช่นกัน ดังกล่าวแล้วว่าคนเสื้อแดงลุกฮือขึ้นมาเพราะความไม่เป็นประชาธิปไตยและความ ยุติธรรมสองมาตรฐาน แต่พื้นฐานความคิดที่ได้จากทีวีดาวเทียมและวิทยุชุมชนยังไม่ลึกซึ้ง เพราะปลุกอารมณ์กันเสียมากกว่า เวทีเสื้อแดงก็ดูจะให้สาระเรื่องประชาธิปไตยน้อยมาก ทำอย่างไรที่จะให้พวกเขามีความคิดที่มีหลักการและเหตุผลมากขึ้น เข้าใจเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการต่อสู้ เพื่อจะก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมีพลัง
ผม ยังคิดว่าปมเงื่อนสำคัญประการหนึ่งคือ การประสานระหว่างพลังของเสื้อแดงกับพลังของคนชั้นกลางที่รักประชาธิปไตย สื่อ นักวิชาการ ฝ่าย 2 ไม่เอา ซึ่งที่ผ่านมาก็ตะขิดตะขวงใจที่จะร่วมกับแกนนำเสื้อแดงและทักษิณ หลายคนอาจจะเดินไปดูเวทีราชประสงค์ แต่ไม่รู้ว่ากูจะไปนั่งตรงไหนและมีความหมายอะไร ณ วันนี้ความพ่ายแพ้ของแกนนำเสื้อแดงฮาร์ดคอร์และทักษิณ อาจจะเป็นโอกาสที่ทำให้เกิดขบวนใหม่ คือขบวนประชาธิปไตยที่แท้จริงที่มีเสื้อแดงเป็น subset อาจจะมีทักษิณเป็น subset แต่ไม่ใช่เป็นผู้ชี้นำจนนำไปสู่หายนะ
มัน จะเป็นจริงได้หรือไม่ เมื่อไหร่ ยังตอบไม่ได้ เพราะมันจะต้องเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ถ้าไม่สามารถสร้างการนำใหม่ ที่ไม่ผูกติดกับทักษิณ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็ไม่มีวันได้ชัยชนะ
ปฏิญญาประชาธิปไตย
แม้ ยังตอบไม่ได้ว่าเราจะก้าวข้ามทักษิณอย่างไร แต่การต่อสู้ทางความคิด การต่อสู้ด้วยเหตุผล การต่อสู้อย่างอดทน ก็คือคำตอบกว้างๆ แล้วจากนั้นก็จะเกิดการนำใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ
ฉะนั้น ก่อนอื่น เราจะต้องสร้างการนำทางความคิด โดยปัญญาชน นักวิชาการ คนชั้นกลาง ที่รักประชาธิปไตยและมีเหตุผล ซึ่งคนเสื้อแดงยอมรับได้และคนเสื้อสีอื่นก็ยอมรับได้ (ยกเว้นพวกปทปรมะ)
เป็น ไปได้ไหมที่นักวิชาการ สมมติเช่น อ.นิธิ อ.ชาญวิทย์ อ.เกษียร อ.สมศักดิ์ กลุ่มสันติประชาธรรม มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กลุ่ม อ.วรเจตน์ ฯลฯ จะร่วมกันสร้าง “ปฏิญญาประชาธิปไตย” สรุปแนวคิดที่จะเป็นแม่บทของการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเต็มใบ 5 ข้อ 7 ข้อ หรือ 9 ข้อ ที่มีความชัดเจนครอบคลุม เป็นเป้าหมาย เข็มมุ่ง เพื่อนำไปสู่การเคลื่อนไหวเรียกร้องที่มีจังหวะก้าวพร้อมกันทั่วประเทศ ทำให้ขบวนประชาธิปไตยเข้มแข็งมีพลัง
ซึ่ง อันที่จริงมันก็ไม่ใช่สิ่งใหม่ ไม่มีอะไรพิสดาร ไม่ใช่ต้องนำเสนอทฤษฎีใหม่ที่จะปฏิวัติสังคม แต่เป็นทฤษฎีประชาธิปไตยปกติ ที่ต่อสู้กันมาเป็นร้อยปีแล้ว เป็นสิ่งที่นักวิชาการเหล่านี้ท่านพูดท่านเขียนไว้แล้ว แต่มันคือการรวบรวมให้ชัดเจน ขีดเส้นให้รัดกุม แต่แหลมคม สมมติเช่นข้อหนึ่ง เฮ้ย ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนี่ไม่ใช่ล้มเจ้านะ เราขีดเส้นว่าสถาบันจะต้องอยู่คู่สังคมไทย แต่ต้องไม่ถูกดึงมาเกี่ยวข้องกับการเมืองอีก และอย่าตีความพระราชอำนาจจนทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุขต้องผิดเพี้ยน ข้อสอง การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ได้แปลว่าจะต้องได้ทักษิณกลับมามีอำนาจหรือได้ พ่อไอ้ปื๊ดเป็นนายกฯ แต่จะต้องยอมรับอำนาจอธิปไตยของเสียงข้างมากที่เลือกตั้งรัฐบาลเข้ามา ส่วนจะมีอำนาจตรวจสอบอะไรก็อย่าให้มันผูกขาดอยู่ในมืออภิสิทธิ์ชน ซึ่งใช้ความยุติธรรมสองมาตรฐาน ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น
คือ ในโอกาสอันดีที่อานันท์ หมอประเวศ เค้าจะตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศกัน ผมคิดว่านักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยก็ควรจะร่างเค้าโครงการปฏิรูปประชาธิปไตย แข่ง ให้เห็นว่าเฮ้ย ต้องทำอย่างนี้ๆๆ 5 ข้อ 7 ข้อ 9 ข้อก่อนนะ ต้องแก้ปัญหาโครงสร้างแล้วถึงจะไปปฏิรูปประเทศได้
หรือ อย่างที่ 18+1 อรหันต์ของสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ จะปฏิรูปการเมืองแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่ม อ.วรเจตน์กับ อ.สมชาย และอาจารย์กฎหมายอีกหลายๆ ท่านที่มีแนวคิดเดียวกัน ก็น่าจะรวมตัวกันร่างรัฐธรรมนูญแข่ง ซึ่งผมเชื่อว่าพวกท่านทำได้ไม่ยากหรอกครับ แนวคิดสมบูรณ์ชัดเจนอยู่แล้ว ใช้เวลาไม่กี่วันก็อาจจะออกมาตัดหน้าได้เลย
ถ้าสามารถร่าง “ปฏิญญาประชาธิปไตย” ออกมา ชัดเจน รัดกุม แหลมคม 5 ข้อ 7 ข้อ 9 ข้อ แล้วตั้งคณะทำงานสักชุดหนึ่ง จัดทำเอกสารเผยแพร่ “แบบเรียนเร็วใหม่” แนวคิดที่เป็นประชาธิปไตยและถูกกฎหมาย แนวคิดเสรีประชาธิปไตยไม่มีตรงไหนผิดกฎหมายนะครับ ทำให้ก้าวหน้า เป็นระบบระเบียบ มีความสมบูรณ์ในตัวเอง เข้าใจง่าย ปัญญาชนอ่านได้ ผู้นำชุมชนอ่านได้ เผยแพร่ไปทั่วประเทศ เปิดให้ดาวน์โหลดทางเว็บไซต์ ใครจะเอาไปซีรอกซ์แจกกันก็ได้ไม่ว่าเสื้อสีแดงหรือเสื้อสีไหน ไม่จำเป็นต้องรอยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินด้วยซ้ำ เพราะถูกกฎหมาย ทหารก็อ่านได้ ศอฉ.มึงก็ห้ามไม่ได้
ผม เชื่อว่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็งกว้างขวางมี พลัง เพราะเมื่อกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และการนำใหม่ก็จะเกิดตามมา
ทำงานความคิดกันให้พร้อม แล้วจึงนำไปสู่การเคลื่อนไหว “บนดิน” เมื่อยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเริ่มจากเคลื่อนไหวอย่างมีเหตุผล มีประโยชน์ รู้ประมาณ เหมือนอย่างเช่นการเคลื่อนไหวเรื่องเขายายเที่ยง ซึ่งสร้างเครดิตให้เสื้อแดง ไม่ต้องห่วงหรอกครับ รัฐบาลการเมืองเก่าโคตร เดี๋ยวก็มีเรื่องเน่าๆ โผล่ออกมาเพียบ
อย่า หวังพึ่งความรุนแรง อย่าถลำไปคิดเรื่องการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ มันอาจจะเกิดขึ้น จากคนส่วนหนึ่งที่คิดเช่นนั้น จากพวกตำรวจมะเขือเทศหรือทหารแตงโม ซึ่งเราห้ามไม่ได้ แต่ถ้าใครห้ามได้ก็ควรห้าม เพราะการใช้ความรุนแรงถ้าไม่อยู่ภายใต้เป้าหมายเข็มมุ่งทางการเมืองก็มีแต่ จะทำให้เสียหาย เหมือนชายชุดดำที่คิดว่าตัวเองจะเป็นตัวช่วย แต่กลับกลายเป็นทำให้ม็อบเสื้อแดงพ่ายแพ้ทางการเมืองอย่างย่อยยับ
ลอง เทียบกับม็อบพันธมิตรสิครับ เขาสันติ อหิงสา อาวุธครบมือ แต่ควบคุมการใช้อาวุธได้อย่างมีวินัยเข้มงวด การเคลื่อนไหวของพันธมิตรเป็นการเคลื่อนไหวแบบหนัง Thriller คือ จ่อๆ ล่อแหลมให้เกิดความรุนแรงอยู่ตลอด แต่เขาคุมไว้ได้ให้อยู่แค่จ่อๆ โอเค อาจจะมีสื่อมีเส้นมีกระแสช่วย แต่ข้อสำคัญคือพันธมิตรเอาการเมืองนำการทหารได้ตลอด
ยุทธศาสตร์ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่สามารถยึดเอาการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธเป็นสรณะ เพราะการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องต่อสู้กันทางความคิด ต่อสู้ด้วยเหตุผล ไม่ใช่ใช้กำลังบังคับ คุณจะเอาชนะทางความคิดก็ต้องหาทางเผยแพร่ โฆษณา สู้กันด้วยสื่อ ด้วยหลักการ ด้วยวาทะ การเคลื่อนไหวมวลชน การแสดงพลังมวลชน ก็คือการเผยแพร่ความคิด มีแต่จะต้องเคลื่อนไหวมากๆ สู้ทางความคิดกันมากๆ ใช้ชุดความคิดที่เหนือกว่า มีเหตุผลกว่า ขณะที่การต่อสู้ด้วยอาวุธคือการใช้คนจำนวนน้อย ปิดลับ ลอบยิง ลอบวางระเบิด ซึ่งไม่ได้เผยแพร่ความคิดอะไรเลย แค่อาจจะแสดงออกซึ่งความคับแค้นเท่านั้น
ผม ก็ยังตอบไม่ได้ชัดหรอกว่ายุทธศาสตร์การต่อสู้รอบใหม่ควรเป็นเช่นไร แต่นำเสนอเพื่อกระตุ้นให้ช่วยกันคิด และจำเป็นต้องขบคิด เพื่อหาทางออกให้ผู้รักประชาธิปไตยทั้งเสื้อแดงและไม่แดงที่อารมณ์ค้างคากัน อยู่ (ก่อนที่จตุพรกับทักษิณจะพาไปพังรอบใหม่)
ใบตองแห้ง
27 มิ.ย.53
อักษรขอมโบราณ อีสานโบราณ
คำว่า อักษร พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายไว้ว่าตัวหนังสือ วิชาหนังสือ คำ เสียง พยัญชนะ
อักษรธรรมเป็นอักษรที่คนโบราณอีสานใช้จารึกหลักคำ สอนในพระพุทธศาสนา สรรพวิชา ขนบธรรมเนียมและประเพณีต่างๆ ของชาวอีสานเป็นเวลาช้านาน อักษรโบราณอีสานเป็นมรดกทางปัญญา ที่ปราชญ์โบราณวางเกณฑ์อักษรวิธีเอาไว้เป็นกลางๆ เป็นหนังสือหนังหาเสร็จอยู่ในตัวเอง แม้จะไม่มีรูปวรรณยุกต์แต่มีเสียงวรรณยุกต์ไว้ครบถ้วนเหมาะสมกับผู้ใช้ สามารถผันเอาเองตามต้องการ
ประวัติของอักษรโบราณอีสานนั้นนักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า ในการทำสังฆายนาครั้งที่ 3 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ณ ชมพูทวีป เมื่อประมาณ พ.ศ. 300 ได้มีการจารึกหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นลายลักษณ์ครั้งแรก อักษรที่ใช้จารึกในครั้งนั้นเรียกว่า อักษรพรหมีและอักษรนี้เป็นแม่บทของอักษรเทวนาคี และอักษรปัลลวะ
สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ
นักปราชญ์ทั้งไทยและต่างประเทศยอมรับว่า อักษรปัลลวะ เป็นต้นแบบของอักษรชาติต่างๆ ในแหลมทอง โดยเฉพาะในภาคอีสานมีวรรณกรรมเกี่ยวกับการเดินทางไปสืบเอาพระพุทธศาสนา ในประเทศอินเดียเรื่องหนึ่งคือ "เซตะพน" หรือ "เสถพน" ในเรื่องมีว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทราบข่างง่า วัดพระเชตุพน เมืองสาวัตถีเจริญรุ่งเรืองมาก ประสงค์จะทราบความจริง และจะได้คัมภีร์พระอภิธรรม พระองค์จึงทรงแต่งตั้งราชทูตคณะหนึ่งไปสืบดู ซึ่งคณะราชทูตมี ขุนไท ผู้เป็นหลานของพระเจ้าแผ่นดินเป็นหัวหน้า พร้อมด้วย ขุนพาย ขุนพล ขุนลิงล้ำ เป็นรอง นายกรวิก เป็นองครักษ์ และมีคนโบราณใหญ่สูง 8 ศอก เป็นคนนำทางพร้อมไพร่พล 500 คน เป็นชาย 400 หญิง 100 คน ในการเดินทางครั้งนั้นใช้ช้างและม้าเป็นพาหนะ
| คณะราชทูตออกเดินทางประมาณเดือนอ้าย เดินทาง 3 เดือน ถึงเมืองหงสาวดีเข้าเฝ้าเจ้าเมือง และพักอยู่ที่นั่น 3 คืน แล้วเดินทางไปอีก 3 เดือน 14 วัน ถึงปลายแดนเมืองหงสาวดี พบเจดีย์ใหญ่ชื่อพระธาตุชะกุ้ง (ชเวดากอง) พากันบูชาแล้วเดินทางเข้าป่าหิมพานต์ พบสิงสาราสัตว์ ภูตผีปีศาจ และธรรมชาติต่างๆ มากมายเป็นเวลา 7 ปี จึงถึงแม่น้ำมหิง ไพร่หนุ่มสาวที่เดินทางไปด้วยได้แต่งงานให้กำเนิดเด็กประมาณ 300 คน คณะทูตได้เดินทางไปอีก 1 ปี จึงพบพระฤาษีไตคำ ได้ทราบข่าวเรื่องมาลัยเจดีย์ วัดพระเชตุพน เมืองสาวัตถี ซึ่งอยู่บนเขาเนมินธร ริมฝั่งแม่น้ำอจิรวดี คณะเดินทางขึ้นเขาเนมินธร ผู้คนในคณะเป็นโรคท้องตาย 205 คน ที่เหลือจึงเดินทางไปอีก 8 วัน จึงถึงเมืองสาวัตถี เข้าเฝ้าถวายราชบรรณาการแก่พระมหากษัตริย์เมืองสาวัตถี พักอยู่ที่นั่น 1 คืน รุ่งขึ้นเดินทางไปวัดพระเชตุพน เข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราชแล้วบูชามาลัยเจดีย์ ได้ทำการวัดเอาสัดส่วนต่างๆ ของเจดีย์เอาไว้ คณะทูตได้ขอพระอภิธรรมปิฎกทั้ง 7 คัมภีร์ สมเด็จพระสังฆราชก็พระราชทานให้ดังประสงค์ ชายที่ไปด้วยในคณะมีความเลื่อมใสขอบวชเป็นพระภิกษุที่วัดพระเชตุพน 15 คน นอกนั้นพักอยู่ที่นั่น 1 เดือน แล้วได้เดินทางกลับ ขากลับได้ชมหมู่บ้านหิมพานต์ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองมาก แล้วเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา การกลับมาในครั้งนั้นได้รับการต้อนรับจากพระเจ้าแผ่นดินเป็นอย่างดี และพระอภิธรรมที่ได้มาทั้ง 7 คัมภีร์นั้นได้สร้างหอคำบรรจุเอาไว้ ปราชญ์โบราณชาวอีสานได้อ่าน ได้ศึกษาจารึกที่ได้สืบเอามานี้ใช้สั่งสอนอบรมประชาชนสืบมา ชาวอีสานโบราณใช้อักษรประจำถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตน เอง ที่นิยมกันมากมี 3 ชนิด คือ อักษรไทยน้อย ใช้ในราชการบ้านเมือง และจารึกวรรณกรรมที่ปราชญ์โบราณอีสานแต่งขึ้นเอง เพื่อสอนคนให้ประกอบแต่คุณงามความดี | ![]() |
อักษรธรรม ใช้จารึกเรื่องราวที่เป็นจริยวัตรของพระพุทธเจ้าและสรรพวิชาการต่างๆ อักษรขอมใช้จารึกเรื่องราวที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าล้วนๆ เช่น พระไตรปิฎก
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้รวบรวมหัวเมืองชายแดนที่เป็นประเทศราช ทั้งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เข้าเป็นประเทศสยามอันเดียวกัน และอิทธิพลของอักษรไทยแพร่เข้ามาในหัวเมืองอีสาน เริ่มแรกนั้นอักษรไทยก็ใช้เฉพาะงานในหน้าที่ราชการเท่านั้น ส่วนชาววัดและชาวบ้านทั่วไป ยังคงใช้อักษรพื้นเมือง
ครั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ได้มีการจัดพิมพ์หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาด้วย อักษรไทยปัจจุบันในใบลานสำเร็จ และเผยแพร่ทั่วประเทศไทย ตั้งแต่นั้นมาการจาร (เขียน) อักษรโบราณอีสาน ทั้งอักษรขอม อักษรธรรม อักษรไทยน้อย ก็ลดความนิยมลงเรื่อยๆ หนังสือเหล่านี้ส่วนมากไม่ได้รับการดูแลรักษาเท่าที่ควร เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่สรรพวิชาการ มรดกทางปัญญาที่ล้ำค่าของปราชญ์โบราณอีสานต้องสูญเสียไป
ณ บัดนี้ ด้วยความร่วมมือของอาจารย์มนตรี โคตรคันทา ผู้สร้างสรรค์เว็บไซต์ "สะออน" แห่งนี้ จะได้นำผลงานการค้นคว้าของข้าพเจ้ามานำเสนอผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ด้วยมุ่งหวังที่จะให้เป็นแหล่งสืบสานภูมิปัญญา ของหมู่เฮาชาวอีสาน ไว้ให้ลูกหลานได้ค้นคว้าต่อไป







