วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ผาสุก พงษ์ไพจิตร กับธนกิจการเมือง

« เมื่อ: สิงหาคม 02, 2006, 05:38:12 PM »


เก็บ ความจากโครงการตลาดวิชา มหาวิทยาลัยชาวบ้าน จัดเสวนา 'เมืองไทย : หลังทักษิณ 3?' วันที่ 21 พฤษภาคม 2549 เวลา 14.00-17.00 น.ห้องประชุม 202 ชั้น 2 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ปาฐกถานำ 'อนาคตการเมืองไทย : แลไปข้างหน้า โดย ศ.เสน่ห์ จามริก (ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)
' เสวนา 'เมืองไทย : หลังทักษิณ 3' โดย ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร,ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ,ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ,ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์,ดร.พิภพ อุดร ดำเนินรายการ

ผู้เก็บความถอดความมาโดยส่วนตัว หากต้องการบทความฉบับเต็มสามารถติดต่อได้ที่ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์

ผาสุก พงษ์ไพจิตร: หลังจากเห็นหัวข้อว่าเมืองไทยหลังทักษิณ แต่ไม่แน่ใจว่าหลังทักษิณการที่เราจะเข้าไปสู่ยุคหลังทักษิณนี่ไม่ใช่ เรื่องง่าย ๆ ถ้าหากเราไปดูโครงสร้างของสังคมไทย

ตั้งแต่นายกทักษิณปกครองประเทศมาการเมืองไทยก็ได้เปลี่ยนแปลงไปในมิติสำคัญหลายประการ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาจากผลกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการที่ประเทศไทยได้เปิดตัวเองเข้าสู่โลกาภิวัตน์

3 มิติแห่งการเปลี่ยนแปลง

1. ประเด็นการเมืองประชานิยม
2. ประเด็นธนกิจการเมือง
3. บทบาทของคนชั้นกลางในการเมืองไทย

1.ประเด็นการเมืองประชานิยม

ในสมัยของทักษิณได้เกิดการเมืองแนวประชานิยมใหม่ คือ การเมืองแบบทักษิณได้เกิดขึ้นมาอย่างไม่
เคย เกิดขึ้นมาก่อนในเมืองไทย และในการเกิดประชานิยมใหม่ขึ้นมาไม่ใช่เป็นเพราะว่าคุณทักษิณตั้งใจตั้งแต่ ต้นที่จะเป็นผู้นำประชานิยม แต่ได้พัฒนาตนเองให้เป็นผู้นำประชานิยม เพราะเห็นโอกาสที่เปิดขึ้น เมื่อครั้งแรกที่ได้เลือกตั้งในการซุกหุ้น ทำให้เขาพบว่าเมื่อมีคนสนับสนุนมาก ๆ ทำให้เขาจะมีแรงต่อรองกับกระบวนการศาล และประกอบกับสังคมไทยประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจ คนไทยยังเกิดความตระหนกและสังคมได้มีความเปลี่ยนแปลงทำให้เอื้อต่อการเมือง แนวประชานิยม คุณทักษิณได้สร้างความประทับใจให้มวลชนที่ไม่มีการจัดตั้งหรือ dis-organize mass คนกลุ่มนี้ในกรอบเศรษฐศาสตร์การเมืองทั่วไป(ชนชั้นชาวนา, ชนชั้นนายทุน, ชนชั้นแรงงาน) ไม่ให้ความสนใจ กลุ่ม dis-organize mass ประกอบด้วย 2 กลุ่มหลักใหญ่ ๆ คือ กลุ่มแม่ค้า พ่อค้า หายเร่แผงลอย คนหาเช้ากินค่ำ คนทำธุรกิจขนาดเล็กแบบธุรกิจครอบครัว คนรับจ้างทั่วไป คนงานโรงงานนรก คนทำงานบริการส่วนตัว กลุ่มนี้ที่เรารู้จักกันในนามเศรษฐกิจนอกระบบในภาคเมืองนั่นเอง
อีกกลุ่ม หนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่มากนั่นคือ เกษตรกรรายย่อยรายเล็ก จำนวนมากทั่วประเทศ ซึ่ง 10 กว่าปีที่ผ่านมาไม่สามารถอยู่ได้ด้วยรายได้จากการทำนาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องจัดสรรแรงงานในครัวเรือนบางส่วนไปทำงานหารายได้เงินสดทั้งในเขตเมือง และในต่างประเทศ เราจะพบว่าพวกเขามีอาชีพหลากหลาย และพวกเขาไม่ใช่ชาวนาดั้งเดิมอีกต่อไป แรงงานในเศรษฐกิจนอกระบบล้วนแต่มีความไม่แน่นอนสูงทั้งในเมืองและนอกเมือง ล้วนมีความไม่แน่นอนสูง ขาดความไม่มั่นคงในชีวิต หากคนใดประสบอุบัติเหตุเข้าโรงพยาบาลหรือขึ้นโรงขึ้นศาล จะเป็นเรื่องใหญ่มาก จะทำให้ครอบครัวเป็นหนี้เป็นสิน สำหรับคนเหล่านี้ รัฐบาลก่อนหน้าคุณทักษิณ มีแต่หยิบยื่นความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคง ในชีวิตให้ แต่รัฐบาลทักษิณได้จัดหาให้กับเขาตามสิ่งที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อน ที่สำคัญคือระบบประกันสุขภาพที่ช่วยลดภาระการใช้จ่ายที่ต้องเข้าโรงพยาบาล ที่เคยหนักอึ้ง ....ได้สินเชื่อราคาถูกที่ต้องแก้ปัญหาครอบครัวได้อย่างง่ายดาย และโครงการเอื้ออาทรต่าง ๆ ซึ่งในกรณีที่ยังไม่เกิดขึ้นแต่ก็เป็นความหวัง บางอย่างอาจจะเป็นเงินที่น้อยนิดแต่เป็นสิ่งที่เค้าไม่เคยได้รับมาก่อนเลยใน ชีวิต ดังนั้นถึงแม้ทักษิณและไทยรักไทยจะหลุดออกไปจากวงโคจรการเมืองไทยไป แต่ผู้คนเหล่านี้ยังอยู่และก็ไม่มีใครสามารถทำให้การคาดหวังของพวกเขาลดหาย ไปได้ มวลชนเหล่านี้เปลี่ยนแล้ว เขาได้กลายเป็นประชาชนที่ตระหนักถึงความสำคัญของตัวเองในฐานะผู้ออกเสียง เลือกตั้ง ซึ่งนักการเมืองก็เอาใจ โดยนำเอานโยบายประชานิยมมาเสนอให้ในรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้น รัฐบาลใดที่เกิดขึ้นหลังหลังทักษิณคงต้องให้ความสำคัญ กับมวลชนในภาคเศรษฐกิจนอกระบบดังกล่าว เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มที่ออกเสียง กลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศ ถ้าดูตัวเลข คือ 2 ใน 3 หรือ 60% ของประชาชนในประเทศ และการกระจายอำนาจที่ อ. เสน่ห์
พูดถึง ก็มีความสำคัญมากเพราะ จะเป็นตัวที่ไปคาน ที่จะไปทำให้คนเหล่านี้กลายไปเป็นระบบฐานการเมืองในระบอบประชานิยมแบบนี้

2. ประเด็นธนกิจการเมือง
ธนกิจกิจการเมือง คือ การที่นักธุรกิจขนาดใหญ่ระดับนำไม่กี่คน ประสบความสำเร็จในการใช้เงินซื้อ
การ เมือง ถอนทุนจากการมีอำนาจทางการเมืองประสบความสำเร็จในการบ่อนทำลายอำนาจรัฐสภา ประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง และในกระบวนการนั้นเขาก็ได้บ่อนทำลายตัวเขาเองด้วย แต่มันเกิดขึ้นช้ากว่าการบ่อนทำลายรัฐบาลไทย หมายความว่าแทนที่เราจะมีรัฐสภาที่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนต่าง ๆ อย่างครอบคลุม กลับกลายเป็นว่ารัฐสภาเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์เพียงน้อยนิดของสังคม ไทย คือนักธุรกิจขนาดใหญ่ระดับนำ และพวกพ้อง ในทางทฤษฎีการจะแยกนักธุรกิจออกจากการเมืองโดยสิ้นเชิง มันคงทำได้ยาก ในระยะสั้น ในระยะใกล้ประเด็นก็คือว่า ธนกิจการเมืองของไทย เมื่อได้ลงรากฝังตัวแล้วมันจะพัฒนาไปอย่างไร เพื่อให้อยู่ในกรอบกติกาให้สังคมยอมรับได้
เมื่อเราไปมองรอบ ๆ เราจะพบว่าที่สหรัฐอเมริกากลุ่มนักธุรกิจดังกล่าวในทำนองเดียวกันเกิดขึ้นมา
ตั้ง แต่ปลายคริสตวรรษที่ 19 หรือต้นคริสตวรรษที่ 20 ช่วงนั้น กลุ่มนักธุรกิจดังกล่าวสามารถก่อตั้งพรรครีพับรีกัลเป็นแกนเป็นสถาบัน เป็นตัวแทนของนักธุรกิจขนาดใหญ่กลุ่มอนุรักษ์นิยมได้สำเร็จก่อให้เกิด ธนกิจการเมืองภายใต้กฎเกณฑ์ของระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐแล้วก็ทำให้การ เมืองมีเสถียรภาพได้ตามสมควร แต่ในกรณีเมืองไทยปัญหาของธนกิจการเมืองอันนี้ก็เป็นข้อความที่ส่งไปถึงนัก ธุรกิจด้วย
ปัญหาธนกิจการเมืองในสมัยของทักษิณ คือว่าคุณทักษิณในฐานะที่เป็นผู้นำของพรรคของนักธุรกิจ
จริง ๆ แล้วยังขาดคุณภาพที่จะเป็นผู้นำสำหรับนักธุรกิจขนาดใหญ่ได้สำเร็จ เนื่องเพราะว่าเขานึกถึงผลประโยชน์ส่วนตัวและครอบครัวมากเกินไป คือมีปัญหาการทับซ้อนของผลประโยชน์สูงมาก จนในท้ายที่สุดไม่อาจจะแยกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ของพรรค ดิฉันยังไม่พูดถึงผลประโยชน์ของประเทศ เอาแค่ผลประโยชน์ของพรรคก่อน นอกจากนี้คุณทักษิณยังล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ที่จะสร้างพรรคการเมืองของนักธุรกิจให้เป็นสถาบันอยู่ในกรอบกฎเกณฑ์ที่พอจะ ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ แต่อย่างไรก็ตาม แม่เราจะไม่พอใจธนกิจการเมืองด้วยปัญหาเรื่องคอรัปชั่นหรืออะไร ก็มีความเป็นไปได้ที่ธนกิจการเมืองไทยจะพัฒนาไปในแนวทางแบบรีพับรีกัลของ สหรัฐอเมริกาหรือแบบ LDP ของญี่ปุ่น แต่ว่าผู้นำแบบรีพับรีกัลของสหรัฐฯหรือ LDP ของญี่ปุ่น แต่ว่าผู้นำหรือ CEO ต้องเป็นคนที่มีคุณภาพและก็ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมาก เราก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีพัฒนาการเช่นนี้เกิดขึ้นหรือไม่

3.บทบาทของชนชั้นกลางในการเมืองไทย

อยากให้มองออกมานอกตัวแล้วมองย้อนกลับเข้าไปว่าอาจจะมีการมองบทบาทของชนชั้น กลางว่าอย่างไร นักวิชาการวิเคราะห์การเมืองไทยร่วมสมัยโดยเฉพาะช่วงสามเดือนที่ผ่านมาว่า เป็นสงครามชนชั้น คือเป็นการประลองกันระหว่างชนชั้นกลางในเมืองกับมวลชนชาวบ้านนอก แนวคิดเรื่องชนชั้นกลางเป็นแนวคิดที่ยุ่งยากมาก เมื่อนักวิเคราะห์อยากจะพูดถึงชนชั้นกลางอย่างเป็นรูปธรรม นักวิเคราะห์ทั้งหลายต้อง....อยากจะให้คำจำกัดความว่าชนชั้นกลางคือใคร ต้องการอะไรเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เพราะพวกเขามาจากหลากหลายภูมิหลังและความมุ่งหวังทางการเมืองก็หลากหลาย ถ้าเราจะพยายามจับให้มั่นคั้นให้ตายโดยเจาะไปที่ชนชั้นกลางกลุ่มใหญ่ที่สุด ในเขตเมืองก็คือกลุ่มที่มีการศึกษา เราอาจจะมีข้อสรุปในทำนองนี้กล่าวคือ
ชน ชั้นกลางเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นมาพร้อม ๆ กับขบวนการโลกาภิวัตน์ จำนวนของเขาและความมั่งคั่งของพวกเขารวมอยู่กับขบวนการที่สังคมไทยถูกผนวก เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกอย่างแนบแน่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องอย่าลืมว่าชนชั้นกลางมากับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและต้องอย่าลืมว่า พัฒนาการทางเศรษฐกิจไทยก็โยงอยู่กับการลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมของต่าง ประเทศรวมทั้งการค้าระหว่างประเทศอย่างแนบแน่นไปด้วย
จุดยืนทางการ เมืองของชนชั้นกลาง ถ้าเราวิเคราะห์ลงไปลึก ๆ จะพบว่าสมาชิกส่วนใหญ่ตระหนักในความโยงใยกับขบวนการโลกาภิวัตน์ ด้วยเหตุฉะนี้ตัวแปรประการหนึ่งในความคิดทางการเมืองของเขาก็คือว่า เขาต้องการให้โลกาภิวัตน์มันดำเนินไปในแนวทางที่ให้ประโยชน์กับพวกเขาเป็น หลัก คือเขาไม่ได้ปฏิเสธโลกาภิวัตน์แต่ต้องการให้มีคนจัดการกับโลกาภิวัตน์ได้ ดำเนินทางไปแนวทางที่ให้ประโยชน์ต่อพวกเขาเป็นหลัก แต่เราก็ไม่อาจมองบทบาทชนชั้นกลางในการเป็นตัวสร้างเสถียรภาพให้กับการเมือง ไทยได้ เพราะว่าขบวนการโลกาภิวัตน์นั้นมีพลวัตสูงเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และผลกระทบก็เปลี่ยนจากยุคหนึ่งเป็นอีกยุคหนึ่ง ชนชั้นกลางมีเป้าประสงค์จะให้สถานภาพทางเศรษฐกิจของพวกเขาดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่จริง ๆ แล้วเขาก็ต้องการมากไปกว่านั้นอีก คือพวกเขาอยากจะเห็นเมืองไทยประสบความสำเร็จในการเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ โลกาภิวัตน์ และความทันสมัยก้าวหน้าของโลก ในทางรูปธรรมเขาไม่ต้องการให้เมืองไทยตกยุค เขาต้องการประชาธิปไตย เขาต้องการความเป็นธรรมในสังคม อยากจะให้สังคมมีหลักการนิติรัฐ การเมืองและการบริหารมีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบและก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ด้วย เป้าหมายดังกล่าวและฐานพิจารณาของชนชั้นกลาง ทำให้เขาเป็นตัวแปรที่ทำให้การเมืองพลิกผัน อย่างที่ไม่อาจคาดการได้ง่าย ๆ คืออาจจะเปลี่ยนไปเดือนต่อเดือน วันต่อวัน หรือปีต่อปี แต่โดยทั่วไปแล้วชนชั้นกลางจะยอมรับผู้นำที่สามารถให้เศรษฐกิจไทยเจริญเติบ โตในอัตราน่าพอใจ และมุ่งเข็มไปสู่การทำให้เศรษฐกิจสังคมดำเนินไปตามแนวทางแห่งความทันสมัย แต่ถ้าเศรษฐกิจประสบความล้มเหลว หรือระบอบการเมืองนั้น ๆ ส่อเค้าว่าจะส่งผลให้การเมืองไทยกลายเป็นตัวตลกในสายตาของสังคมโลก เมื่อนั้นเราจะเห็นกองหน้า ของกลุ่มชนชั้นกลางเคลื่อนขบวนออกมาดำเนินการทางการเมืองอย่างแข็งขัน เพื่อกำกับนักการเมืองที่ประสบความล้มเหลว กองหน้าที่พูดหมายรวมถึงปัจเจกชนที่หลากหลาย อาจรวมทั้งนักวิชาการ, นักหนังสือพิมพ์, ข้าราชการ, คนงานนั่งโต๊ะ, ผู้ใช้แรงงานจำนวนหนึ่ง, ชนชั้นกลางระดับล่าง, ผู้พิพากษา, นักร้องเพลงร็อค แม้แต่สมาชิกของไฮโซทั้งหลาย พวกเขาจะมีความเชี่ยวชาญอันหลากหลายและเมื่อรวมตัวกันแล้วสามารถส่งแรงผลัก เพื่อเปลี่ยนเข็ม หรือกระแสการเมืองในจุดวิกฤตได้ ชนชั้นกลางก็ไม่สามารถเข้าไปเป็นตัวที่จะสร้างเสถียรภาพหรือเป็นตัวกำหนดการ เมืองได้

บทสรุป ผาสุก พงษ์ไพจิตรได้กล่าวว่า

ถามว่าถ้าจะ วิเคราะห์การเมืองในขณะนี้ เราจะต้องพิจารณาถึงพลวัตของชนชั้นต่าง ๆ และปฏิสัมพันธ์ของพวกเขาภายใต้ขบวนการโลกาภิวัตน์ให้ได้ แต่การที่จะวิเคราะห์บอกเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราเหมือนกำลังดูละครทีวีที่ยังมองไม่เห็นบทจบ เพราะว่ามีสคริปต์ ไรเตอร์หลายคนเหลือเกิน แต่ละวันอาจจะเปลี่ยน ต้องคอยจับตามมอง





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 03, 2006, 07:00:29 PM โดย รวินทร์ »

ไม่มีความคิดเห็น: