วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3902
ผาสุก พงษ์ไพจิตร-คริส เบเคอร์ ชำแหละ "ประชาธิปัตย์-วิกฤตเศรษฐกิจ"
ศ. ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียง จากการเขียนตำราเศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ ซึ่งกล่าวกันในวงวิชาการว่าเป็นตำราที่ดีเยี่ยมที่สุดเล่มหนึ่ง ตำราเล่มนี้ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเยี่ยมประจำปี 2540 จากสภาวิจัยแห่งชาติ
ปีที่แล้ว ดร.ผาสุกและทีมงานทำวิจัยระดับมหากาพย์เรื่อง โครงสร้างและพลวัตทุนไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ (มิถุนายน 2549)
หลัง รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เชิญ ดร.ผาสุกเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจในคราวเดียวกับที่เชิญ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
แต่ ดร.ผาสุกปฏิเสธพร้อมเดินทางสอนวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองไทย ณ ประเทศญี่ปุ่น
เมื่อ ตุลาการรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทยและวินิจฉัยไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ (30 พ.ค.) นักวิเคราะห์การเมืองจากหลายสำนักเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสที่จะจัด ตั้งรัฐบาล ในขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมแล้วที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า
" ประชาชาติธุรกิจ" ขอนำเสนอบทวิพากษ์ผลงานในอดีตของพรรคประชาธิปัตย์จากหนังสือเศรษฐกิจการ เมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ ซึ่ง ดร.ผาสุกเขียนร่วมกับคริส เบเคอร์ อันอาจกล่าวได้ว่าเป็นบทวิพากษ์ที่ตีแสกหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ได้อย่างตรง ไปตรงมาที่สุด
ผลงานวิชาการของ ดร.ผาสุกและคริส เบเคอร์ ระบุว่า หลังจากวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2540 เมื่อรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลอยตัวเงินบาทและประกาศเข้าโครงการไอเอ็มเอฟ เมื่อไอเอ็มเอฟเข้าถือบังเหียนเศรษฐกิจ มีปฏิกิริยาจากบางกลุ่มซึ่งวิเคราะห์ว่าไทยสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจแล้ว
แล้วที่สุดพลเอกชวลิตจำใจลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2540
พล พรรคของพรรคประชาธิปัตย์ไม่เป็นหนึ่งเดียว นักการเมืองภาคใต้คิดว่าพรรคควรจะเป็นฝ่ายค้านต่อไป และให้พรรคอื่นๆ ผจญกับผลพวงของการบริหารเศรษฐกิจภาวะวิกฤต แต่กลุ่มที่กรุงเทพฯอยู่ภายใต้แรงกดดันของนักธุรกิจและชนชั้นกลางให้เข้า บริหารประเทศ พรรคเล็กๆ อีก 4 พรรคแตกคอกัน จึงมี ส.ส.ลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสเพื่อรวบรวมเสียงข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ใหม่อย่างฉิวเฉียด
นายชวนหวนกลับเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่สอง นำทีมเศรษฐกิจประกอบด้วยธารินทร์ นิมมานเหมินท์ และศุภชัย พานิชภักดิ์ นักธุรกิจและชนชั้นกลางเขตเมืองพอใจกับการเปลี่ยนแปลง นายธารินทร์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยท่าทีว่า พร้อมที่จะบริหารเศรษฐกิจภายใต้ข้อแม้ของไอเอ็มเอฟ เขาได้รับความเชื่อถือและความมั่นใจจากสื่อต่างประเทศและนักวิเคราะห์การ เงินนานาชาติเป็นอย่างยิ่ง
นายธารินทร์และพรรคประชาธิปัตย์แตกต่าง จากแนวทางการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของไอเอ็มเอฟในสามประเด็นด้วยกัน กล่าวคือ หนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจหดตัวฮวบฮาบ ดังนั้น จึงเสนอให้เปลี่ยนชุดนโยบายการคลังซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวเป็นนโยบาย กระตุ้นเศรษฐกิจ สอง ไม่ต้องการให้ระบบธนาคารกลายเป็นธนาคารต่างชาติโดยสิ้นเชิง
(ดังที่เกิดขึ้นที่ประเทศละตินอเมริกา ซึ่งพบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเช่นกันก่อนหน้านี้) และสาม
นายธารินทร์เตรียมแผนการกอบกู้ธนาคารชั้นนำของไทย
ต้น ปี พ.ศ.2542 เสียงคัดค้านไอเอ็มเอฟก่อตัวขึ้นสองแนวทางด้วยกัน แนวทางหนึ่งนั้นผู้คัดค้านมาจากนักธุรกิจผู้ซึ่งเห็นว่ายุทธศาสตร์ของไอเอ็ม เอฟจะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับนักธุรกิจอย่างสิ้นเชิง ตลอดช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมารัฐบาลส่งเสริมพัฒนาการของนักธุรกิจไทยเป็นส่วน หนึ่งของนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ มาบัดนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะละทิ้งนโยบายเดิมนี้เสีย
นายชาตรี โสภณพนิช แห่งธนาคารกรุงเทพคาดการณ์ว่า ประมาณ 2 ใน 3 ตระกูลเจ้าสัวระดับนำของไทยจะถูกกำจัดออกไปจากวงการธุรกิจ ต้นปี พ.ศ.2541 ชาตรี โสภณพนิช และธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ มีความเห็นว่า นโยบายดอกเบี้ยสูงทำให้บริษัทเอกชนล้มละลายเร็วขึ้น นักธุรกิจชั้นนำหลายรายเห็นว่าไอเอ็มเอฟกำลังสนับสนุนยุทธศาสตร์ล่าอาณานิคม
บ้างก็เห็นว่ารัฐบาลและไอเอ็มเอฟกำลังปกป้องนายทุนต่างประเทศและนาย ทุนการเงิน แต่ปล่อยให้เศรษฐกิจจริงหรือภาคธุรกิจการผลิตและลูกหนี้ธนาคารต่างๆ ตาย ขณะที่ศุภชัย พานิชภักดิ์ เสนอแนวคิดต่างจากรัฐบาลโดยเสนอให้รัฐบาลสนใจกับเศรษฐกิจภาคการผลิตมากขึ้น
อีก แนวทางหนึ่งนักเคลื่อนไหวกล่าวหาว่ารัฐบาลกำลังอุ้มคนรวยแต่ไม่ช่วยคนจน เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2541 ธีรยุทธ บุญมี อดีตผู้นำนักศึกษาสมัย 14 ตุลาคม สนับสนุนให้รัฐสภาปฏิเสธร่างพระราชบัญญัติที่จะต้องผ่านเพื่อให้สอดคล้องกับ มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจวิกฤตที่ไอเอ็มเอฟเสนอ ข้อวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทั้งสองแนวนี้เสียงดังมากขึ้นและรุนแรงขึ้นตลอดช่วง หลังของปี พ.ศ.2541 โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ลุกขึ้นมาโต้ว่า ถ้ารัฐบาลไทยไม่ปฏิบัติตามข้อแม้ของไอเอ็มเอฟ นักลงทุนต่างชาติจะทอดทิ้งเศรษฐกิจไทยไปเสีย และผลพวงที่ตามมาจะเสียหายเทียบเท่ากับความตายหรือเสมือนถูกลูกระเบิดอะตอม หรือเสมือนตกลงก้นเหวมืดมิดทีเดียว
นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ แห่งบริษัททีพีไอ ลูกหนี้รายใหญ่ที่มีหนี้มากที่สุดบ่นว่า วิกฤตเศรษฐกิจทำให้ประเทศมหาอำนาจเข้ามากว้านซื้อทุนไทยได้อย่างถูกๆ และการที่พรรคประชาธิปัตย์ร่วมมือกับไอเอ็มเอฟเท่ากับว่ายอมให้ทิ้งระเบิดลง ประเทศไทย เขากล่าวว่า ไม่ใช่ความผิดของใครที่มูลค่าทรัพย์สินของนักธุรกิจอย่างเขาลดลงอย่างรวด เร็ว
รองประธานสมาคมกฎหมายเตือนว่า พระราชบัญญัติล้มละลายอาจจะทำลายผู้ประกอบการรุ่นปัจจุบันจนหมดสิ้น มีชัย ฤชุพันธุ์ ทนายความและประธานของวุฒิสภา ตั้งกระทู้ว่า ควรที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือไม่ ถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในกำมือของต่างชาติ
ครั้นต้นปี พ.ศ.2542 เมื่อเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง ความเชื่อถือของสาธารณชนต่อนายธารินทร์และพรรคประชาธิปัตย์ลดลงทันที เดือนมกราคม พ.ศ.2542 ฝ่ายค้านเรียกร้องให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
นาย จาตุรนต์ ฉายแสง วิจารณ์ธารินทร์และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อนว่า รัฐบาลรีบด่วนที่จะปิดธนาคารและบริษัทการเงินส่งผลให้ระบบเครดิตชะงักงัน พร้อมโจมตีว่า กระบวนการขายทรัพย์สินของบริษัทการเงินที่ถูกปิด ว่าได้ยอมให้ทุนต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีอี แคปปิตอล ทำกำไรอย่างงามโดยซื้อทรัพย์สินราคาถูก และขายให้กับนักธุรกิจไทยในราคาแพงอีกทีหนึ่ง นอกจากนั้นเขายังกล่าวถึงค่าป่วยการที่จ่ายให้บริษัทที่ปรึกษาต่างประเทศ เป็นจำนวนมากเพียงเพื่อให้ได้รับคำแนะนำ
เดือนมีนาคม 2542 พลเอกชวลิตกล่าวว่า นายธารินทร์ได้ยอมให้สหรัฐอเมริกาเข้าควบคุมประเทศไทยและนโยบายแปรรูปรัฐ วิสาหกิจและพระราชบัญญัติล้มละลาย หมายความว่า ประเทศจะตกอยู่ในกำมือของต่างชาติ และประชาชนจะหมดสิ้นศักดิ์ศรี พร้อมเรียกร้องให้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เดือนพฤศจิกายนฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกครั้งหนึ่ง เป้าหมายหลักมุ่งวิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจและในการอภิปรายยังวิจารณ์ว่ารัฐบาล กำลังจะเป็นเผด็จการรัฐสภา ทำให้นักธุรกิจไทยล้มละลาย
ณ จุดนี้ธารินทร์เริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคพวกในพรรคประชาธิปัตย์ บ้างก็เสนอว่าควรหาคนมาแทนได้แล้ว แต่นายชวนยังสนับสนุนธารินทร์อย่างเต็มที่ ตลอดปี พ.ศ.2542 ไอเอ็มเอฟถูกวิจารณ์ในระดับนานาชาติมากขึ้น ในประเด็นความล้มเหลวที่จะบริหารจัดการวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ผจญปัญหาที่ว่าคนไทยโยงพรรคกับนโยบายฟื้นฟู เศรษฐกิจที่ถือว่าล้มเหลวของไอเอ็มเอฟ
นี่คือประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองของประชาธิปัตย์ที่นักธุรกิจไม่เคยลืม
หน้า 4
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น